ความรู้ด้านซ่อมบำรุงที่ช่างซ่อมบำรุงควรทราบ

ก่อนที่จะเป็นช่างซ่อมบำรุง หรือ ช่างเทคนิค ควรมีความรู้เกี่ยวกับงานและความสำคัญของการซ่อมบำรุงก่อน ถึงจะสามารถบริหารการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทราบถึงความสำคัญว่าทำไมต้องทำงานซ่อมบำรุง

งานบริหารการผลิตหรือการบริการ มักจะหลีกเลี่ยงงานเพิ่มเติมที่สำคัญงานหนึ่งคือ การซ่อมและบำรุงรักษา ไปไม่ได้ ถึงแม้ว่างานซ่อมและบำรุงรักษาไม่ใช่งานผลิตโดยตรง แต่งานซ่อมและบำรุงรักษาก็มีบทบาทช่วยให้การผลิตและการบริการขององค์กรนั้นเป็นไปอย่างราบรื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกปัจจุบันที่การผลิตและการบริการจำเป็นที่จะต้องอาศัยอุปกรณ์และเครื่องจักรมากขึ้น การที่เครื่องจักรเกิดขัดข้องขึ้นมากะทันหันหรือไม่สามารถใช้งานได้ จะทำให้มีผลกระทบโดยตรงต่อประสิทธิภาพการผลิตและการบริการนั้นๆ การที่จะได้มาซึ่งเครื่องจักรที่มีคุณภาพนั้น ต้องประกอบด้วยขั้นตอนดังต่อไปนี้

(1)   มีการออกแบบเครื่องจักรที่ดีและตรงตามความประสงค์ต่อการใช้งาน มีความเที่ยงตรงแม่นยำ รวมทั้ง สามารถทำงานได้เต็มกำลังความสามารถที่ออกแบบไว้

(2)   มีการผลิต หรือสร้างเครื่องจักรที่ให้ความแข็งแรงทนทาน สามารถทำงานได้นานที่สุด และ ตลอดเวลา

(3)   มีการติดตั้งในสถานที่ที่เหมาะสมและสะดวกต่อการใช้งาน

(4)  ช่างซ่อมบำรุงหรือช่างเทคนิค ต้องใช้งานเครื่องจักรตามคุณสมบัติและสมรรถนะของเครื่องอย่างถูกต้อง

(5)  มีระบบการบำรุงรักษาที่ดี เนื่องจากเครื่องมือเครื่องใช้เมื่อถูกใช้งานไปนาน ๆ ก็ต้องมีการ เสื่อมสภาพ ชำรุด สึกหรอ เสียหายขัดข้อง ดังนั้น เพื่อให้อายุการใช้งานเครื่องมือเครื่องใช้ยืนยาว สามารถใช้งานได้ตามความต้องการของผู้ใช้ ไม่ชำรุดหรือเสียบ่อยๆ ต้องมีช่างซ่อมบำรุง หรือ ช่างเทคนิค ต้องเข้าตรวจเช็คเครื่องจักรเครื่องมือเครื่องใช้ ในระบบการดำเนินงานด้วย จึงจะสามารถควบคุมการทำงานของเครื่องมือได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 จุดมุ่งหมายของการบำรุงรักษา

  1. เพื่อให้เครื่องมือใช้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิผล(Effectiveness)คือ  สามารถใช้เครื่องมือเครื่องใช้ได้เต็มความสามารถและตรงกับวัตถุประสงค์ที่จัดหามามากที่สุด
  2. เพื่อให้เครื่องมือเครื่องใช้มีสมรรถนะการทำงานสูงและช่วยให้เครื่องมือเครื่องใช้มีอายุการใช้งานยาวนาน เพราะเมื่อเครื่องมือได้ใช้งานไประยะเวลาหนึ่งจะเกิดการสึกหรอ  ถ้าหากไม่มีการปรับแต่งหรือซ่อมแซมแล้ว  เครื่องมืออาจเกิดการขัดข้อง  ชำรุดเสียหายหรือ  ทำงานผิดพลาด
  3. เพื่อให้เครื่องมือเครื่องใช้มีความเที่ยงตรงน่าเชื่อถือ(Reliability) คือ  การทำให้เครื่องมือเครื่องใช้มีมาตรฐาน   ไม่มีความคลาดเคลื่อนใด ๆ เกิดขึ้น
  4. เพื่อความปลอดภัย (Safety) ซึ่งเป็นจุดมุ่งหมายที่สำคัญ  เครื่องมือเครื่องใช้จะต้องมีความปลอดภัยเพียงพอต่อผู้ใช้งาน  ถ้าเครื่องมือเครื่องใช้ทำงานผิดพลาด  ชำรุดเสียหาย  ไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ  อาจจะก่อให้เกิดอุบัติเหตุ  และการบาดเจ็บต่อผู้ใช้งานได้  การบำรุงรักษาที่ดีจะช่วยควบคุมการผิดพลาด
  5. เพื่อลดมลภาวะของสิ่งแวดล้อมเพราะเครื่องมือเครื่องใช้ที่ชำรุดเสียหาย เก่าแก่  ขาดการบำรุงรักษา  จะทำให้เกิดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม  เช่น  มีฝุ่นละอองหรือไอของสารเคมีออกมา  มีเสียงดัง  เป็นต้น  ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อผู้ปฏิบัติงานและผู้ที่เกี่ยวข้อง
  6. เพื่อประหยัดพลังงานเพราะเครื่องมือเครื่องใช้ส่วนมากจะทำงานได้ต้องอาศัพลังาน  เช่น  ไฟฟ้า  น้ำมันเชื้อเพลิง  ถ้าหากเครื่องมือเครื่องใช้ได้รับการเข้าตรวจซ่อมจากช่างซ่อมบำรุง หรือ ช่างเทคนิคให้อยู่ในสภาพดี  เดินราบเรียบไม่มีการรั่วไหลของน้ำมัน  การเผาไหม้สมบูรณ์  ก็จะสิ้นเปลืองพลังงานน้อยลง  ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายลงได้

การป้องกันอุบัติเหตุในงานซ่อมบำรุง
โรงงานต่างๆ ควรปฏิบัติดังนี้

1.ต้องเปลี่ยนทัศนคติต่อความปลอดภัยและอุบัติเหตุในงานซ่อมบำรุงเสียใหม่ตั้งแต่ระดับผู้จัดการไปจนถึง ช่างซ่อมบำรุงหรือช่างเทคนิคปฏิบัติการ โดยต้องยอมรับว่าอุบัติเหตุในโรงงานซึ่งเกิดขึ้นในขณะซ่อมบำรุง หรือเนื่องจากการซ่อม บำรุงนั้น เป็นตัวบ่งชี้ว่าได้ว่าเกิดความบกพร่องในการบริหารงานซ่อมบำรุงขึ้นแล้ว การสร้างความปลอดภัยเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบโดยตรงของผู้บริหารงานช่างซ่อมบำรุงหรือช่างเทคนิค ร่วมกับผู้บริหารในฝ่ายการผลิต

2.ต้องออกนโยบายคำสั่ง หรือประกาศว่าด้วยมาตรฐานการทำงาน ด้านซ่อมบำรุงอย่างถูกวิธีและปลอดภัย

3.ต้องมีการทำความเข้าใจกันเป็นอย่างดีในระหว่างเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตกับช่างซ่อมบำรุงหรือช่างเทคนิคโดยเฉพาะการเข้าใจในหลักการอำนาจและความรับผิดชอบของแต่ละฝ่ายโดยเฉพาะอย่างยิ่งการติดต่อสื่อสาร

4.ช่างซ่อมบำรุงหรือช่างเทคนิค ต้องจัดทำแผนงานระยะยาวของโครงการ การซ่อมบำรุงแบบป้องกัน ในระดับโรงงานขึ้นไป

5.ต้องพยายามเปลี่ยน สถานภาพจากการซ่อมบำรุงแบบไล่ตาม ไปเป็นการซ่อมบำรุงแบบป้องกันโดยเร็ว

6.ต้องศึกษาข้อมูลทางเทคนิคของเครื่องจักรและอุปกรณ์ต่างๆ ที่มีการใช้งานอยู่แล้ว จัดทำมาตรฐาน การใช้งานและการซ่อมบำรุง พร้อมกับคัดเลือกข้อห้ามหรือข้อควรระวังในด้านความปลอดภัยจัดทำเป็นแผ่นป้าย โลหะ หรือ พลาสติก ติดตั้งไว้ ที่จุดที่เกิดอันตรายต่าง ๆ

7.ต้องกำหนดเขตต่าง ๆในโรงงาน แล้วแบ่งเป็น เขตหวงห้าม เขตควบคุม เขตทั่วไป หรือชื่ออื่นๆตามความ เหมาะสม ในกรณีที่พนักงานในฝ่ายซ่อมบำรุงมีจำนวนมาก มีอายุงาน ตลอดจนประสบการณ์ และความชำนาญเฉพาะด้านที่แตกต่างกันต้องมีการจัดแบ่งเกรดหรือจัดกรุ๊ปช่างซ่อมบำรุง แล้วแบ่งเขตงานรับผิดชอบ ให้ชัดเจน พนักงานใหม่ต้องได้รับการอบรมจากช่างซ่อมบำรุงหรือช่างเทคนิคอย่างเพียงพอ และในการเข้าทำงานต้องมีหัวหน้าที่ชำนาญคอยดูแลอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา

รูปแบบ และประเภทที่พักญี่ปุ่น…!!!

ที่พักญี่ปุ่น ค่อนข้างจะมีผู้ใช้บริการเต็มแน่นเกือบตลอดปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโตเกียว และเกียวโต หากเป็นไปได้กรุณาจองที่พักญี่ปุ่นของท่านล่วงหน้าก่อนออกเดินทางจากประเทศของท่าน โดยจองผ่านบริษัทนำเที่ยวของญี่ปุ่น ตลอดจนสายการบินบางบริษัท หรือสำนักงานรับจองของเครือข่ายโรงแรมนานาชาติ รายชื่อสมาชิกของสมาคมโรงแรมแห่งประเทศญี่ปุ่นเรียกว่า “โฮเต็ล อิน เจแปน” มีไว้บริการที่สำนักงาน องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวญี่ปุ่น(JNTO) ค่าบริการและภาษี โดยทั่วไปในค่าห้อง ค่าอาหาร ค่าเครื่องดื่มและค่าบริการอื่นๆ ต่อหนึ่งท่านต่อคืน ประมาณ 15,000 เยนหรือน้อยกว่า ทางโรงแรมจะบวกค่าภาษี 5% เข้าไปในบิลด้วย ส่วนโรงแรมในโตเกียว หากค่าบริการต่างๆ เหล่านั้น เกิน 10,000 เยน แต่ไม่เกิน 15,000 เยน จะต้องบวกภาษีที่พักอีก 100 เยนหรือบวกอีก 200 เยน สำหรับค่าที่พักญี่ปุ่นที่มีอัตรา 15,000 เยนขึ้นไป โรงแรมชั้นดีจะบวกค่าบริการเอาไว้ระหว่าง 10-15% แทนการรับทิป ส่วนโรงแรมแบบญี่ปุ่นตามปกติจะบวก ค่าบริการไว้ประมาณ 10-20% แต่โรงแรมแบบบิสซิเนสโฮเต็ล, มินชุกุ, เพนชั่น และบ้านพักเยาวชนจะไม่มีการบวกค่าบริการ

วันนี้เราจะมาแนะนำ 7 รูปแบบ และประเภทที่พักญี่ปุ่นมาเสนอให้กับนักท่องเที่ยว เพื่อเป็นแนวทางประกอบการหาที่พัก เพื่อไปท่องเที่ยวในญี่ปุ่นกัน

  1. โรงแรม ถ้าคุณวางแผนมาเที่ยวญี่ปุ่นไม่กี่วันและต้องการความสะดวกสบาย เราขอแนะนำให้พักที่โรงแรม นอกจากจะสามารถจองได้ง่ายๆผ่านอินเทอร์เน็ตแล้ว ยังสามารถอ่านรีวิวที่ลูกค้าคนอื่นๆเขียนไว้ได้อีกด้วย
  2. โรงแรมแคปซูล โรงแรมแคปซูลเป็นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของประเทศญี่ปุ่น เป็นโรงแรมที่ซาลารี่แมนญี่ปุ่นนิยมมาใช้บริการกันเป็นประจำ ลักษณะของที่พักญี่ปุ่นจะมีเพียงห้อง หรือตู้เล็กๆ ที่มีขนาดพอสำหรับคนหนึ่งคนนอนเท่านั้น และแบ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนมาค้างที่โรงแรมแคปซูลแทนโรงแรมธรรมดาคือราคาที่ถูกกว่าโรงแรมทั่วไป
  3. เรียวกัง คือโรงแรมสไตล์ญี่ปุ่น ห้องพักปูด้วยเสื่อทาทามิ ประตูบานเลื่อน ที่นอนแบบฟุตง ห้องอาบน้ำรวม และอาหารเซ็ตญี่ปุ่น เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลิ้มรสชาติบรรยากาศแบบญี่ปุ่น แต่ว่าเรียวกังจะมีราคาที่ค่อนข้างสูง และอาจหาพักยากกว่าโรงแรมทั่วไปโดยเฉพาะในกลางเมืองอย่างโตเกียว
  4. Airbnb คือการเช่าอพาร์ทเมนท์หรือห้องพักโดยตรงจากเจ้าของบ้าน วิธีการจองคล้ายๆกับจองโรงแรม แต่ Airbnb จะมีความเป็นส่วนตัวมากกว่า ถ้าคุณจองอพาร์ทเมนท์ทั้งตึก คุณก็จะสามารถกลับมาพักเมื่อไรก็ได้ นอกจากนี้ที่พักญี่ปุ่นแบบนี้ยังสามารถทำอาหารกินเองหรือชวนเพื่อนมาได้อีกด้วย
  5. โฮมสเตย์ สำหรับคนที่เรียนภาษาญี่ปุ่น โฮมสเตย์เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีสำหรับคนที่สนใจที่พักญี่ปุ่นที่จะได้สัมผัสกับวัฒนธรรม รวมถึงพูดคุยแลกเปลี่ยนกับคนญี่ปุ่น โฮสท์จะเตรียมอาหารให้ รวมถึงพาเราไปเที่ยวหรือทำกิจกรรมต่างๆ จึงไม่ต้องกลัวว่าจะเหงา
  6. แชร์เฮ้าส์ / เกสท์เฮ้าส์ เป็นที่พักญี่ปุ่นที่คนที่ย้ายมาทำงานหรือเรียนที่ญี่ปุ่นครั้งแรกมักจะเลือกพัก มีทั้งห้องสำหรับอยู่คนเดียว และห้องที่แชร์กับคนอื่น แชร์ห้องน้ำและห้องครัว รวมถึงพื้นที่ส่วนกลางซึ่งจะมีคนมาคอยทำความสะอาดให้เรื่อยๆ ค่าที่พักจะจ่ายเป็นรายเดือน บางที่อาจจะมีค่าแรกเข้าครั้งแรกราคาเท่าๆกับค่าเช่าหนึ่งเดือน
  7. อพาร์ทเมนท์ส่วนตัว สำหรับคนที่มาอยู่ญี่ปุ่นนานและต้องการความเป็นส่วนตัว อพาร์ทเมนท์เป็นหนึ่งในทางเลือกที่พักญี่ปุ่นที่ดีที่สุด คุณสามารถเลือกรูปแบบอพาร์ทเมนท์ได้ มีตั้งแต่ห้องขนาดใหญ่ไปจนถึงห้องคับแคบแบบพอมีที่ซุกหัวนอน และสามารถหาพักได้แทบทุกแห่งในเมือง

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับอาชีพ ช่างเทคนิค อิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์

ก่อนจะรู้จักกับ ช่างเทคนิค อิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ ขอแนะนำคำว่า อิเล็กทรอนิกส์ (อังกฤษ: Electronics) ก่อน อิเล็กทรอนิกส์ เป็นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ประกอบด้วยอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เป็น active component เช่นหลอดสูญญากาศ, ทรานซิสเตอร์, ไดโอด และ Integrated Circuit และ ชิ้นส่วน พาสซีฟ (อังกฤษ: passive component) เช่น ตัวนำไฟฟ้า, ตัวต้านทานไฟฟ้า, ตัวเก็บประจุ และคอยล์ พฤติกรรมไม่เชิงเส้นของ active component และความสามารถในการควบคุมการไหลของอิเล็กตรอนทำให้สามารถขยายสัญญาณอ่อนๆให้แรงขึ้นเพื่อการสื่อสารทางภาพและเสียงเช่นโทรเลข, โทรศัพท์, วิทยุ, โทรทัศน์ เป็นต้น อิเล็กทรอนิกส์ถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในการสื่อสารข้อมูลโทรคมนาคม ความสามารถของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทำหน้าที่เป็นสวิทช์ปิดเปิดวงจรถูกนำไปใช้ในวงจร ลอจิกเกต ซึ่งเป็นส่วนสำคัญหลักในระบบคอมพิวเตอร์ นอกจากนั้น วงจรอิเล็กทรอนิกส์ยังถูกนำไปใช้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน ในการส่งพลังงานไฟฟ้าเป็นระยะทางไกลๆ การผลิตพลังงานทดแทน และอุตสาหกรรมต่างๆอีกมาก+

อิเล็กทรอนิกส์แตกต่างจากวิทยาศาสตร์ไฟฟ้าและเทคโนโลยีเครื่องกลไฟฟ้า โดยจะเกี่ยวข้องกับการสร้าง, การกระจาย, การสวิทช์, การจัดเก็บและการแปลงพลังงานไฟฟ้าไปและมาจากพลังงานรูปแบบอื่น ๆ โดยใช้สายไฟ, มอเตอร์, เครื่องกำเนิดไฟฟ้า, แบตเตอรี่, สวิตช์, รีเลย์, หม้อแปลงไฟฟ้า ตัวต้านทานและส่วนประกอบที่เป็นพาสซีพอื่นๆ ความแตกต่างนี้เริ่มราวปี 1906 เป็นผลจากการประดิษฐ์ไตรโอดโดยลี เดอ ฟอเรสท์ ซึ่งใช้ขยายสัญญาณวิทยุที่อ่อนๆได้ ทำให้เกิดการออกแบบและพัฒนาระบบการรับส่งสัญญาณเสียงและหลอดสูญญากาศ จึงเรียกสาขานี้ว่า “เทคโนโลยีวิทยุ” จนถึงปี 1950

ปัจจุบัน คอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีความสำคัญไม่แพ้อย่างอื่น ช่างเทคนิค อิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการสร้าง/ซ่อมบำรุง การใช้ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ โดยช่างเทคนิค อิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ ต้องรู้จักวงจรคอมพิวเตอร์ที่เป็นวงจรดิจิทัลเป็นวงจรไฟฟ้าที่ทำงานกับสัญญาณที่มีระดับแรงดันไฟฟ้าที่ไม่ต่อเนื่อง วงจรดิจิทัลเป็นตัวแทนทางกายภาพที่พบบ่อยที่สุดของพีชคณิตบูลีนและเป็นพื้นฐานของดิจิทัลคอมพิวเตอร์ทั้งหมด วิศวกรส่วนใหญ่เข้าใจคำว่า “วงจรดิจิทัล” “ระบบดิจิทัล” และ “ลอจิก” สามารถใช้แทนกันได้ วงจรดิจิทัลส่วนใหญ่ใช้ระบบเลขฐานสองที่มีสองระดับแรงดันไฟฟ้าที่มีความหมายเป็น “0” และ “1” โดยที่ “0” มักจะเป็นแรงดันไฟฟ้าที่ต่ำกว่า ในขณะที่ “1” จะเป็นแรงดันไฟฟ้าที่สูงกว่า แต่บางระบบอาจจะใช้สลับกัน ระบบเทอร์นารี (สามระดับ) อยู่ในระหว่างการศึกษาและพัฒนาเครื่องต้นแบบ เครื่องคอมพิวเตอร์ทั่วไป นาฬิกาอิเล็กทรอนิกส์และควบคุมโปรแกรมลอจิก (Programmable Logic Control, PLC)(ใช้ในการควบคุมกระบวนการทางอุตสาหกรรม) ก็ถูกสร้างขึ้นมาจากวงจรดิจิทัล การประมวลผลสัญญาณดิจิทัลเป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง

ลักษณะการทำงานโดยทั่วไปของช่างเทคนิค อิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ ทำงานทางเทคนิคภายใต้การแนะนำ และควบคุมของวิศวกรอิเล็กทรอนิกส์  โดยใช้ทฤษฎีอิเล็กทรอนิกส์ หลักของวงจรไฟฟ้า  วิธีการทดสอบไฟฟ้า คณิตศาสตร์ทางวิศวกรรม และวิชาการที่เกี่ยวข้องกันมาใช้ผลิต ก่อสร้าง ติดตั้ง ทดสอบ ใช้และ บำรุงรักษา พัฒนา   แก้ไขเปลี่ยนแปลง และซ่อมระบบอิเล็กทรอนิกส์   อุปกรณ์และส่วนประกอบต่างๆ ปฏิบัติงานหลักมูลฐานเช่นเดียวกับช่างเทคนิคไฟฟ้า  แต่ชำนาญงานเกี่ยวกับระบบโทรคมนาคม  อุปกรณ์และส่วนประกอบต่างๆ อาจชำนาญงานโทรคมนาคมระบบอิเล็กทรอนิกส์ หรืองานอิเล็กทรอนิกส์สาขาอื่นๆ  และอาจมีชื่อเรียกตามงานที่ทำ ซึ่งสามารถจำแนกลักษณะงานได้ ดังนี้ เป็นนักวิชาการหรือช่างเทคนิคที่ปฏิบัติงานในระบบอิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่ งานอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ  งานระบบสื่อสารวิทยุ บำรุงรักษา  และตรวจซ่อมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องระบบสื่อสาร ควบคุมเครื่อง  และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ หรือสื่อสารโทรคมนาคมด้วย เทคโนโลยีชั้นสูงและเฉพาะงาน วิเคราะห์  วางแผน  ควบคุม  โครงงานทางด้านเครื่องมือ และอุปกรณ์ อิเล็กทรอนิกส์ช่างเทคนิค อิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ ยังต้องประเมินผลงานและเขียนรายงานได้อย่าง เป็นระบบ เป็นผู้ประสานงานระหว่างวิศวกร และช่างฝีมือในการสั่งการ  การควบคุม  การตรวจสอบ และวิเคราะห์ปัญหาในงานอิเล็กทรอนิกส์ ตรวจสอบคุณภาพชิ้นส่วน  หรือเครื่องใช้อิเล็กทรอนิกส์จากงานการผลิต  ก่อนนำบรรจุส่งออกตลาด

ช่างเทคนิค อิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์  สามารถเลือกทำงานได้ทั้งในภาคราชการ รัฐวิสาหกิจ  หรือทำงานส่วนตัวและกับหน่วยงานในองค์กรเอกชนอื่นๆ  เช่น  สถานประกอบกิจการต่างๆ  โรงงานผลิตวิทยุ  โทรทัศน์  โรงงานอุตสาหกรรมทั่วไป  ที่ต้องใช้เครื่องมือ  หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สายการบิน  การเดินเรือทะเล  เป็นต้น ได้รับค่าตอบแทนการทำงานเป็นเงินเดือนตามวุฒิการศึกษาช่างเทคนิค อิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ และประสบการณ์ในการทำงาน อัตราเงินเดือนของผู้ประกอบอาชีพนี้ในภาคเอกชนขึ้นอยู่กับประสบการณ์  ความสามารถ  และความชำนาญงาน นอกจากค่าตอบแทนในรูปเงินเดือนแล้ว อาจได้รับค่าตอบแทนในรูปอื่น เช่น ค่ารักษาพยาบาล    เงินสะสม เงินช่วยเหลือสวัสดิการ    รูปแบบต่างๆ เงินโบนัส ค่าล่วงเวลา เครื่องมือเครื่องใช้และอุปกรณ์ในการทำงาน เป็นต้นผู้ปฏิบัติงานอาชีพนี้ทำงานวันละ 8-9 ชั่วโมง อาจทำงานล่วงเวลา วันเสาร์ วันอาทิตย์ และวันหยุดตามความจำเป็นเร่งด่วน

การเตรียมตัวเป็น ช่างเทคนิค อิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ สำหรับผู้ที่สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 สามารถเข้าศึกษาต่อระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.)  สาขาวิชาช่างไฟฟ้าหลักสูตร 3 ปี เมื่อสำเร็จการศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) สามารถสมัครงานประกอบอาชีพนี้หรือเข้าศึกษาต่อระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง(ปวส.) หลักสูตร 2 ปี  ประเภทวิชาช่าง อุตสาหกรรมสาขาวิชาช่างอิเล็กทรอนิกส์ ในสถานศึกษาสังกัดกรมอาชีวศึกษาหรือสถาบันเทคโนโลยีราชมงคลหรือสาขาวิชาไฟฟ้าในวิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ

สำหรับแรงงานใหม่ที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป จบการศึกษามัธยมศึกษาปีที่ 3 หรือเทียบเท่าขึ้นไปฝึกใน  สพร. หรือ ศพจ. 10 เดือน  และฝึกในสถานประกอบการอีก 2 เดือนรวมระยะเวลาฝึกทั้งหมด 12  เดือน  จึงจะได้รับวุฒิบัตรพัฒนาฝีมือแรงงาน (วพร.) แนวการฝึกเน้นภาคปฏิบัติ  70% ความรู้ความสามารถที่ผู้รับการฝึกจะได้รับจากการฝึกได้แก่  ไฟฟ้าโรงงาน เครื่องมือทดสอบและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ระบบดิจิตอลและไมโครโปรเซสเซอร์  เครื่องจ่ายไฟ  และเครื่องควบคุมระบบควบคุมเรียงลำดับความปลอดภัยในการทำงานและโครงงานอิเล็กทรอนิกส์

รีวิว ราเมน และอาหารเด่นประจำท้องที่ทั่วประเทศญี่ปุ่น

แม้ว่าโตเกียวจะมีร้านอาหารระดับบนที่ได้รับการยอมรับจากมิชลินหลายแห่ง แต่ทั่วญี่ปุ่นก็ยังมีร้านอาหารติดดินที่มีรสชาติอร่อยในราคาไม่แพงจำนวนมาก ที่นี่มีร้าน ราเมน ประมาณแปดถึงเก้าร้าน ซึ่งแต่ละร้านจะเสิร์ฟเป็นชามขนาดเล็ก คุณจึงเดินแวะชิมได้ทุกร้านเพื่อลิ้มลองรสชาติหลากหลายจากทั่วญี่ปุ่นที่มารวมอยู่ในแห่งเดียว ตัวอาคารได้รับการตกแต่งให้เหมือนย่านกลางเมือง และมีการจัดงานอีเวนท์ต่างๆ และคุณยังสามารถพบเมนูพิเศษต่างๆ ที่รวมรสชาติจากทั่วโลกซึ่งแตกต่างจากอาหารญี่ปุ่นแบบเดิม บางคนเรียกวัฒนธรรมอาหารแบบกันเองลักษณะนี้ว่า “อาหารคลาสบี” โดยอิงจากร้านอาหาร “คลาสเอ” ที่ราคาสูงกว่า ทางฝั่งยะเอะทสุของสถานีโตเกียว ที่ชั้นใต้ดินชั้น 1 มีร้านราเม็งชื่อดังของโตเกียวทั้งหมดแปดร้าน ราเม็งที่นั่งทานตรงเคาน์เตอร์ เคอบับไก่ “ยะกิโทริ” ย่างที่แวะทานก่อนกลับบ้านหลังเลิกงาน ราเมน อาหารเหล่านี้ล้วนเป็นแหล่งพลังงานที่เติมชีวิตให้ญี่ปุ่น ลองชิมอาหารติดดินง่ายๆ พวกนี้เพื่อสัมผัสชีวิตความเป็นอยู่ของชาวญี่ปุ่น ใช้เวลาเพียงหนึ่งนาที ย่านนี้มีร้านราเม็งขึ้นชื่ออยู่เจ็ดร้านจากทั่วญี่ปุ่น และคุณยังสามารถหาซื้อราเม็งของฝากไปอร่อยต่อที่บ้านได้อีกด้วย บะหมี่ “จูกะเม็ง” ซึ่งญี่ปุ่นได้รับมาจากจีน เป็นที่แพร่หลายในญี่ปุ่นในฐานะวัฒนธรรมอาหารญี่ปุ่นที่ไม่เหมือนใคร การที่ชาวญี่ปุ่นบางคนรับประทานราเม็งทุกวันจึงทำให้กล่าวได้ว่าราเม็งเป็นอาหารประจำชาติของญี่ปุ่น ภูมิภาคต่างๆ ว่ากันว่าร้านนี้เป็นผู้คิดค้นรูปแบบ “ทสุเคเม็ง” ที่เสิร์ฟแยกน้ำซุปกับบะหมี่มาคนละชาม ร้านได้รับความนิยมมากจนต้องรอคิวนานเป็นประจำ อาหารของร้านนี้มาในชามใหญ่มาก ฉะนั้นถ้าดูแล้วว่าไม่สามารถทานได้หมดทั้งชาม คุณอาจสั่ง ราเมน บะหมี่ชามเล็กลงก็ได้ ในญี่ปุ่นจะมีราเม็งหลายประเภทแตกต่างกันไป เช่น ซัปโปโรราเม็งของฮอกไกโด ฮะคะตะราเม็งของคิวชู และโตเกียวราเม็ง เราทุกคนทราบดีว่าราเม็งเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของอาหารญี่ปุ่น

ราเมน แต่จะมีใครบ้างที่ทราบเกี่ยวกับประเภท นอกจากนี้ คุณจะตื่นตาตื่นใจกับราเมนกึ่งสำเร็จรูปหลากหลายแบบที่มีขายในซุปเปอร์มาร์เก็ต และร้านสะดวกซื้อ มีจุดเด่นอยู่ที่ซุป ซึ่งทำจากกระดูกไก่และกระดูกหมู, ดาชิ, โชยุ และเส้นบะหมี่ทำจากไข่แบบหนาปานกลาง น้ำซุปเป็นสีน้ำตาลใส หลายร้านจะเติมส่วนผสมต่างๆ อาทิ หัวหอม และเห็ดชิตาเกะลงในน้ำซุปเพื่อสร้างรสชาติต้นตำรับ ที่เปิดกิจการในย่านชานเมืองของโตเกียวมานานกว่า 60 ปี เสิร์ฟราเม็งที่โดดเด่นด้วยน้ำซุปใสอันเป็นเอกลักษณ์ ซุปที่มาจากน้ำซุปทงคตสึจะขุ่นและมีรสชาติเข้มข้น ส่วนน้ำซุปที่ทำจากปลาจะมีรสชาติที่ให้กลิ่นหอมเฉพาะของปลา มีจุดเด่นอยู่ที่น้ำซุปข้นเป็นมันแบบ Kotteri ซึ่งมีมิโสะเป็นส่วนประกอบหลัก และมีท็อปปิ้งมากกว่า เช่น ถั่วงอก กะหล่ำปลีหรือข้าวโพดที่ทอดในมิโสะและน้ำซุปเตรียมไว้ ราเมน เอกลักษณ์อีกประการหนึ่งของซัปโปโรราเม็ง ได้แก่ การวางเนยชิ้นเล็ก ๆ ไว้บนหน้าก่อนนำมาเสิร์ฟ ซึ่งให้รสชาติเข้มข้นเป็นอย่างมาก สำหรับผู้ต้องการสัมผัสซัปโปโรราเม็งของแท้ โดยทั่วไปรสชาติของซุปจะมีให้เลือกสามแบบ ได้แก่ โชยุ เกลือ และมิโสะ ส่วนเครื่องโรยหน้ายอดนิยม โดยปกติแล้วซุปกระดูกหมูเข้มข้นเป็นการส่วนตัว ด้วยการเคี่ยวเป็นเวลาหลายวันจนกระทั่งรสชาติจากไขกระดูกค่อย ๆ ปลดปล่อยออกมาอย่างเต็มที่ น้ำซุปที่เข้มข้นนี้จึงเข้ากับเส้นเนื้อแน่นชนิดบางได้เป็นอย่างดี  ร้านราเม็งจะจัดที่นั่งแบบเคาน์เตอร์เป็นหลัก บางร้านมีที่นั่งไม่มาก ร้านยอดนิยมจึงอาจต้องต่อแถวยาว ซึ่งบางครั้ง ราเมน ก็จำเป็นต้องรอนานขึ้นอยู่กับร้านและช่วงเวลา หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ ราเมนข้อสอบนั่นเอง ซึ่งทั้งหมดล้วนมีต้นกำเนิดที่เมืองฮากาตะทางตอนเหนือของเกาะคิวชู โดยลูกค้าสามารถเลือกรสชาติ

ราเมน  ความแข็งของเส้น รวมถึงปริมาณกระเทียมและความเผ็ดของน้ำซุปได้ตามต้องการ คนที่ต้องการทางราเม็งชั้นดีจริงๆ จะรออย่างอดทนเพื่อความอร่อย ร้านบางแห่งจะติดรายการอาหารไว้ที่กำแพง โดยนอกเหนือจากเนื้อหมูอบแล้วก็ยังมีท็อปปิ้งซึ่งมีรสชาติเป็นเอกลักษณ์อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นเห็ดหูหนูที่มีเนื้อหนึบกรุบกรอบ ผักกาดดอง ต้นหอมสด งา และกระเทียมเจียว และเพื่อให้สัมผัสได้ถึงจิตวิญญาณที่แท้จริง ส่วนบางร้านคุณต้องซื้อตั๋วจากเครื่องขายตั๋วหน้าร้านก่อนที่จะเข้าไปนั่ง นอกจากนี้ บางร้านยังเสิร์ฟอาหารอื่นๆ นอกเหนือจาก ราเมน ด้วย เป็นอาหารแสนอบอุ่นที่เหมาะกับการรับประทานหลังดื่มเหล้าเป็นที่สุด ที่ร้านอิจิรันได้จัดที่นั่งให้คั่นด้วยแผ่นไม้แบบถอดได้ ซึ่งจะหันเข้าหาม่านบังตาที่ทำจากไม้ไผ่ที่จะเปิดออกเมื่ออาหารที่สั่งไว้พร้อมเสิร์ฟ ราเมน เป็นหนึ่งในเมนูยอดนิยมของชาวญี่ปุ่น  และเนื่องจากร้านอยู่ติดกับร้าน ราเมน เลยเกิดเป็นเมนูสุดแปลกนี้ขึ้นมา น้ำซุปเป็นซุปมิโซะ ที่เมื่อครีมสดละลายลงไปผสมกับน้ำซุปทำให้มีรสชาติเข้ากันอย่างไม่น่าเชื่อ ด้วยความที่กินง่ายราคาไม่แพง มีให้กินทั่วไป ทานง่าย เร็ว ไม่มีพิธีรีตองมาก น้ำซุปของร้านนี้จึงเป็นซุปไก่กับโชยุ และน้ำซุปของร้านไม่ได้ใส่น้ำตาลหรือมิรินทำให้เมื่อมาจับคู่กับสายไหมจึงเข้ากันได้ดีและทำให้มีรสชาติกลมกล่อมนั่นเอง มีทั้งเจ้าดังที่เป็นเชนสาขาทั่วประเทศ หรือร้านที่มีแค่สาขาเดียว ซึ่งแต่ละร้าน ราเมน ก็จะมีสไตล์ มีสูตรลับ มีเครื่องที่แตกต่างกันไป ที่ไม่เห็นแม้กระทั้งเส้นเพราะด้านบนเต็มไปด้วยเลมอน แค่เห็นก็รู้สึกว่าเปรี้ยวแล้วใช่ไหมคะ แต่ผิดคาดเพราะเมื่อความเปรี้ยวของเลมอนกับโชยุรวมกันและกินกับเส้นราเมงเส้นเล็กๆ กลับได้รสชาติที่เข้ากันและให้ความรู้สึกสดชื่นเมื่อได้กิน เมนูนี้จึงเหมาะกับผู้หญิงเพราะว่าสามารถกินได้หมดเกลี้ยงอย่างแน่นอน

การจัดหางานโดยหน่วยงานรัฐบาลกับหน่วยงานเอกชน

การจัดหางานในประเทศไทยจะมีอยู่ 2 ลักษณะ กัน ได้แก่ การจัดหางานโดยรัฐ และการจัดหางานโดยภาคเอกชน

การจัดหางานโดยรัฐ

กรมการจัดหางาน มีภารกิจเกี่ยวกับการส่งเสริมการมีงานทำและคุ้มครองคนหางาน โดยการศึกษา วิเคราะห์สภาวะตลาดแรงงานและแนวโน้มตลาดแรงงาน เป็นศูนย์กลางข้อมูลตลาดแรงงาน รวมทั้งพัฒนาและส่งเสริมระบบการบริหารด้านการส่งเสริมการมีงานทำ เพื่อให้ประชากรมีงานทำที่เหมาะสมกับความรู้ความสามารถและความถนัดไม่ถูกหลอกลวง ตลอดจนได้รับสิทธิประโยชน์ที่เหมาะสมและเป็นธรรม มีอำนาจหน้าที่ดังนี้

  • ดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยกรมการจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน กฎหมายว่าด้วยการทำงานของคนต่างด้าวและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง
  • วิเคราะห์สภาวะตลาดแรงงานและแนวโน้มความต้องการแรงงานและเป็นศูนย์ทะเบียนข้อมูลตลาดแรงงาน
  • พัฒนาระบบ รูปแบบ มาตรการ และวิธีการด้านการจัดหางาน จัดทำและประสานแผนการปฏิบัติงานของกรมให้สอดคล้องกับนโยบาย และยุทธศาสตร์ด้านแรงงานของกระทรวง รวมทั้งกำหนดมาตรฐานอาชีพ และอุตสาหกรรม
  • ให้คำปรึกษา ส่งเสริม และให้บริการแนะแนวอาชีพตามแนวถนัดให้แก่ประชาชน
  • ปฏิบัติการอื่นใดตามที่กฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของกรมหรือตามที่กระทรวงหรือคณะรัฐมนตรีมอบหมาย

การจัดหางานโดยภาคเอกชน

   บริษัทจัดหางาน (Recruitment Agency) ก็คือ บริษัทที่ทำหน้าที่เป็นนายหน้า คอยจัดหาบุคลากรที่มีความสามารถ ให้แก่บริษัทต่างๆ ที่ต้องการ

รูปแบบในการจัดหางานบริษัทจัดหางานจะมีขั้นตอนดังนี้ ·       ฝ่ายสรรหาเปิดรับสมัครงานผ่านทางเว็บไซต์ ฝ่ายสรรหาของบริษัทจัดหางานก็จะทำการคัดเลือกพนักงานหรือผู้บริหารโดยพิจารณาจากคุณสมบัติทักษะ ความสามารถ แรงจูงใจและทัศนคติในการทำงานตลอดจนความชอบในเรื่องบรรยากาศและสิ่งแวดล้อมในการทำงานเพื่อผู้ประกอบการจะได้พิจารณาคุณสมบัติที่ลูกค้าที่ต้องการ ตลอดจนใช้ข้อมูลจากฐานข้อมูลของลูกค้า ·       หลังจากนั้นจะส่งผู้สมัครให้ลูกค้าพิจารณาคัดเลือกตามขั้นตอนของบริษัท ·       เมื่อพนักงานเริ่มทำงานแล้วก็สิ้นสุดการทำงานและบริษัทจัดหางานก็จะคิดค่าบริการจากลูกค้า

ทำไมบริษัทส่วนใหญ่ถึงใช้บริการบริษัทจัดหางาน

  1.  บริษัทจัดหางาน มีตำแหน่งงานมากมายหลากหลาย ให้เลือกสมัคร

ทั้งๆ ที่บริษัทต่างๆล้วนมี HR อยู่แล้ว แต่ที่หลายๆ บริษัท ใช้บริการบริษัทจัดหางาน เนื่องจากสองเหตุผลหลักๆ ประการแรกคือ บริษัทจัดหางาน จะมีศักยภาพในการเข้าถึงกลุ่มของคนหางานมากกว่า บริษัทประกาศรับสมัครเอง และโอกาสที่จะได้คนที่มีคุณสมบัติตรงตามที่บริษัทต้องการก็จะมากกว่าด้วย เมื่อมีคนมาสัมภาษณ์งานมาก บริษัทก็มีโอกาสเลือกคนที่ดีที่สุดได้ อีกเหตุผลหนึ่งคือบริษัทจัดหางาน จะช่วยคัดคุณสมบัติเบื้องต้นของผู้สมัคร รวมถึงให้ทำการทดสอบเบื้องต้นอยู่แล้ว ซึ่งช่วยลดเวลาในการคัดเลือกใบสมัครที่คุณสมบัติไม่ตรงตามที่ต้องการออก และบริษัทก็ไม่ต้องเสียเวลาในการติดต่อผู้สมัครเพื่อเรียกสัมภาษณ์เองด้วย สรุปแล้ว บริษัทหลายๆแห่งยอมจ่ายเงิน เพื่ออำนวยความสะดวกและลดขั้นตอนในการคัดเลือกคน ดังนั้นการสมัครงานกับ บริษัทจัดหางาน ผู้สมัครจะได้งานแน่นอนถ้าคุณสมบัติเหมาะสม

  1.  ทำอย่างไรถึงได้งานจาก บริษัทจัดหางาน

ผู้สมัครต้องเลือกบริษัทจัดหางาน ที่น่าเชื่อถือ อาจจะเลือกบริษัทจัดหางานขนาดใหญ่ เพราะจะมีงานมากมายตามสาขาต่างๆ) แต่ละบริษัทก็จะมีกลุ่มลูกค้าต่างกัน บางที่กลุ่มลูกค้า คือ บริษัทที่เน้นหาคนตำแหน่งสายวิศวะ บางที่เน้นสายบัญชี เป็นต้น

  1. ความสะดวกสบายและได้งานตามเงื่อนไขในฝันด้วยที่ปรึกษาประจำส่วนตัว

ในขั้นตอนนี้ผู้สมัครสามารถระบุงานที่อยากทำ 3-4 ตำแหน่ง สถานที่ที่สนใจจะทำงาน เงื่อนไขต่างๆ ในการทำงาน เช่น ไม่ทำงานวันเสาร์ อยากทำอะไร ไม่อยากทำอะไร อยากได้อะไรแบบไหน ก็สามารถระบุไปได้ เพื่อที่เวลาที่ปรึกษาหาตำแหน่งงานที่เหมาะสมให้ บริษัทก็จะเลือกงานที่ตรงกับคุณสมบัติและความต้องการของเราได้อย่างถูกต้อง

ลักษณะของบริษัทจัดหางานที่ดี

1. ควรตรวจสอบว่าบริษัทจัดหางาน ที่ผู้สมัครงานใช้บริการเป็นบริษัทที่ได้รับอนุญาตจากกระทรวงแรงงานให้ดำเนินธุรกิจเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฏหมาย และต้องมีที่ตั้งเป็นหลักเป็นแหล่งอยู่จริง2. จะต้องมีการสัมภาษณ์พนักงานที่ถูกส่งมายังบริษัทจัดหางานก่อนทุกครั้ง ก่อนที่จะมีการรับเข้าทำงาน เนื่องจาก สำนักงานจัดหางานอาจจะสรรหาพนักงานได้ให้ไม่ตรงความต้องการทั้งความสามารถในการปฏิบัติงานและคุณสมบัติอื่นๆ เช่น อุปนิสัย บุคลิกภาพ ดังนั้นผู้สมัครจึงควรตรวจสอบสัญญาการจัดหางานทุกครั้ง3. ต้องดูว่าบริษัทจัดหางานนั้นมีความน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใด มีความชัดเจนในการอธิบายลักษณะงานหรือไม่ ที่สำคัญอย่าสมัครงานกับบริษัทจัดหางานที่ต้องมีการจ่ายเงินล่วงหน้า เพราะส่วนใหญ่พวกนี้อาจเป็นมิจฉาชีพที่อ้างว่าสามารถจัดส่งไปทำงานได้โดยไม่ต้องผ่านกรมการจัดหางาน4. ควรมีการติดตามงานหรือแจ้งความคืบหน้างานอย่างต่อเนื่อง โดยไม่ปล่อยให้ผู้สมัครงานรอนาน5. สามารถให้คำแนะนำในเรื่องเกี่ยวกับตำแหน่งงานต่างๆ ได้6. ควรมีการตรวจสอบสัญญาการจัดหางานทุกครั้ง เนื่องจากคุณอาจถูกเอาเปรียบได้จากการทำสัญญา เช่น ระยะเวลาที่สามารถเปลี่ยนพนักงานได้หากไม่พอใจในผลการปฏิบัติงาน

ขอบเขตงานของผู้จัดการศูนย์บริการมาตรฐานนิสสัน

งานในศูนย์บริการถือเป็นงานบริการหลังการขาย โดยจะมี “ผู้จัดการศูนย์บริการ” ดูแลงาน
Service adviser (S.A.) ทำหน้าที่รับรถ แจ้งรายละเอียดกับลูกค้า เป็นด่านหน้ารับเรื่องราวร้องทุกข์จากเจ้าของรถ  หลังจากนั้นจะทำการแปลคำพูดรายละเอียดลงเอกสาร จ่ายงานให้กับ “ช่าง” ในศูนย์บริการ
เมื่อช่างรับรถไปจะทำการตรวจสอบ พร้อมแจ้งสาเหตุกลับมาที่ผู้จัดการศูนย์บริการ เพื่อให้แจ้งและขอคำอนุมัติสั่งซ่อมจากลูกค้า โดยผู้จัดการศูนย์บริการ ต้องทำใบประเมินราคาการซ่อมพร้อมกำหนดระยะเวลาการซ่อมเสนอไปให้ลูกค้าด้วย

จากนั้นเมื่อลูกค้าสั่งซ่อมรถ ผู้จัดการศูนย์บริการ จะส่งรายละเอียดอะไหล่ที่จำเป็นต้องใช้ไปให้ “เจ้าหน้าที่อะไหล่” จากนั้นเจ้าหน้าที่อะไหล่จะจัดอะไหล่ออกมาให้จาก คลังอะไหล่ โดยมีเลขสั่งซ่อมกำหนดลงไปในอะไหล่แต่ละชุดเพื่อป้องกันการผิดพลาดในการนำไปใช้

หลังจากนั้นช่างซ่อมจะรับอะไหล่ไปทำการซ่อมรถให้ลูกค้า เมื่อซ่อมเสร็จจะจัดส่งรถให้กับหัวหน้าช่าง(Final inspector) ตรวจสอบงานซ่อมก่อนส่งมอบอีกครั้งหลังจากทำการตรวจสอบครั้งสุดท้ายเรียบร้อย รถจะถูกส่งไปทำความสะอาดก่อนส่งมอบคืนแก่ลูกค้า

ในช่วงที่รถทำความสะอาดอยู่นั้น ผู้จัดการศูนย์บริการ จะแจ้งรายงานการซ่อมพร้อมค่าใช้จ่ายให้ลูกค้าทราบ และพาลูกค้าไปชำระเงินกับ แคชเชียร์ เมื่อจ่ายเงินเสร็จและรถล้างเสร็จแล้ว ผู้จัดการศูนย์บริการ จะพาลูกค้ามาส่งที่รถพร้อมสรุปงานซ่อมให้ฟังอีกรอบก่อนส่งมอบรถคืนลูกค้า

เมื่อรถซ่อมเสร็จแล้วหน้าที่ของศูนย์บริการจะยังไม่จบ เพราะหลังจากลูกค้ารับรถไปแล้ว 1 วัน เจ้าหน้าที่ลูกค้าสัมพันธ์ จะโทรติดตามความพึงพอใจลูกค้าหลังเข้ารับบริการ ในบางที่จะมีการโทรติดตามเป็นระยะหลังจากนี้ด้วย

จากนั้นส่วนใบเสร็จกับเงินที่ลูกค้าจ่ายจะถูกส่งไปให้กับ “เจ้าหน้าที่การเงิน” และ “เจ้าหน้าที่บัญชี” โดย เจ้าหน้าที่อะไหล่ จะส่งเอกสารเกี่ยวกับรายการอะไหล่ที่ใช้ในรถคันเดียวกันไปให้เพื่อให้ผู้ตรวจสอบความถูกต้อง  ผู้จัดการศูนย์บริการจะส่งใบสรุปงานไปด้วยเพื่อตรวจสอบค่าแรง ค่าอะไหล่ ไปให้ทั้งสองแผนก

หน้าที่ของฝ่ายการเงินก็จะรู้กระแสเงินสดของบริษัทอยู่แล้ว ส่วนของงานบัญชีก็จะต้องจัดการด้านภาษี งานตรวจสอบยอดต่างๆให้ตรงกัน ให้ถูกต้อง  หากในการใช้งานอุปกรณ์ต่างๆในศูนย์บริการมีปัญหา จะเป็นส่วนของเจ้าหน้าที่ธุรการช่วยดูแล

รายละเอียดของงานผู้จัดการศูนย์บริการมาตรฐานนิสสัน

1.ควบคุม ดูแลและบริหารงานทั้งระบบในศูนย์บริการซ่อมรถยนต์นิสสัน ศูนย์บริการมาตรฐานนิสสันมีการให้บริการที่หลายหลาย ทั้งบริการการซ่อมรถเสียฉุกเฉิน การให้คำปรึกษาทางด้านเทคนิค และบริการช่วยเหลือฉุกเฉินทางการแพทย์ เป็นต้น

2.ผู้จัดการศูนย์บริการมาตรฐานนิสสันจะต้องบริหารโครงการตามเป้าหมายและนโยบายของบริษัทให้บรรลุเป้าหมายในแต่ละไตรมาส

3.สร้างภาพลักษณ์ในการบริการที่ดีให้เกิดความประทับใจกับลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการที่ศูนย์บริการ ด้วยศูนย์บริการของนิสสันมีคอนเซ็ปที่ว่า ทั้งหมดของการบริการเพื่อคุณ จากนาทีที่คุณได้ครอบครองรถยนต์นิสสันคันนี้ เรามุ่งมั่นที่จะช่วยคุ้มครองดูแลคุณ หนึ่งในความคุ้มครองนั้นคือ “บริการ 24 ชั่วโมง ช่วยเหลือรถเสียฉุกเฉิน” ฟรีเป็นระยะเวลา 3 ปี เพื่อให้คุณมั่นใจได้ว่า แม้จะเกิดเหตุขัดข้อง ในระหว่างการเดินทาง และต้องการความช่วยเหลือ เราจะอยู่เคียงข้างคุณ ในทุกที่ที่คุณต้องการ”  ดังนั้น ผู้จัดการศูนย์บริการมาตรฐานนิสสันต้องให้ความสำคัญกับการบริการหลังการขายเป็นอย่างมาก เนื่องจากลูกค้าหลายรายให้ความสนใจกับการบริการหลังการขาย  การที่ลูกค้าจะตัดสินใจซื้อหรือไม่ซื้อรถ  การบอกต่อจากลูกค้าเก่าเป็นสิ่งที่สำคัญ  ในเมื่อบริษัทมีนโยบายเช่นนี้ ผู้จัดการศูนย์บริการมาตรฐานนิสสัน ก็จะต้องปฏิบัติงานเพื่อให้มีผลงานสอดคล้องกันด้วย

  1. ผู้จัดการศูนย์บริการมาตรฐานนิสสัน ต้องดูแลขั้นตอนการทำงานของศูนย์บริการช่าง อะไหล่ มีอุปกรณ์ในการซ่อมที่ครบครันทันสมัยและออกแบบมาใช้กับรถนิสสันโดยเฉพาะ และใช้อะไหล่แท้ทุกชิ้น

5.ผู้จัดการศูนย์บริการมาตรฐานนิสสัน ต้องควบคุมการทำงานการซ่อมรถลูกค้า  โดยส่วนมากเมื่อซื้อรถไปแล้ว หากรถเสียลูกค้าก็จะนิยมเอารถเข้าศูนย์เพื่อซ่อม ดังนั้น การบริการซ่อมรถของศูนย์ซ่อมจะต้องมีประสิทธิภาพ  ช่างซ่อมจะต้องชำนาญ มีฝีมือแก้ไขปัญหาตรงจุด  มีความรู้และเข้าใจระบบรถนิสสันเป็นอย่างมาก

6.ทำหน้าที่หาลูกค้าเข้าศูนย์บริการ การเป็นผู้จัดการศูนย์บริการมาตรฐานนิสสัน นอกจากหน้าที่ในการบริหารแล้วยังต้องทำหน้าที่ในการหาลูกค้าให้เข้ามาใช้บริการศูนย์บริการด้วย เพราะศูนย์บริการจะมีผลประกอบดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับปริมาณลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการเป็นสำคัญ  ทั้งนี้การหาลูกค้าให้มาเข้าศูนย์บริการนั้น หากศูนย์มีบริการที่ดีและมีช่างที่มีฝีมืออยู่แล้วก็ย่อมไม่ยากที่จะหาลูกค้าใหม่ๆให้มาใช้บริการได้

  1. ต้องรายงานสถานะการทำงานให้ฝ่ายบริหารทราบ

8.กำหนดเป้าหมายในการทำงาน ผู้จัดการศูนย์บริการมาตรฐานนิสสันต้องสามารถกำหนดเป้าหมายให้ชัดเจนเป็นรูปธรรม เพื่อให้พนักงานในศูนย์บริการทุกคนมีเป้าหมายในการทำงานและไปในทิศทางเดียวกัน

9.จัดสรรกำลังพลให้เหมาะสมกับงาน เมื่อมีพนักงานลางาน รวมทั้งจัดภาระงานในแต่ละตำแหน่งให้มีความเหมาะสมพอดี

คุณสมบัติโดยรวมของผู้สนใจสมัครเป็นผู้จัดการศูนย์บริการมาตรฐานนิสสัน

1.วุฒิการศึกษา ระดับปริญญาตรี ขึ้นไป

2.มีประสบการณ์ด้านการตลาด หรือบริหารอย่างน้อย 5 ปีขึ้นไป

3.หากมีประสบการณ์ด้านสายงานรถยนต์ จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ

4.สามารถใช้คอมพิวเตอร์ และโปรแกรม Ms Office ได้ดี

5.มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี มีใจรักงานบริการ สามารถสื่อสารกับลูกค้าได้ดี

6.สามารถแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ดี

7.สามารถทนรับแรงกดดันและคำวิพากษ์วิจารณ์ได้

ช่างติดตั้งไม้ลามิเนต อาชีพที่สามารถหางานได้ไม่ยาก !!!

อาชีพช่างติดตั้งไม้ลามิเนตเป็นอาชีพที่สามารถหางานทำได้ไม่ยาก เนื่องจากในร้านขายวัสดุก่อก่อสร้างและโรงงานทำเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ก็มีความต้องการช่างติดตั้งไม้ลามิเนตที่มีฝีมือดีอยู่เสมอ ซึ่งในการทำอาชีพช่างไม้นั้น ผู้ประกอบอาชีพจะต้องมีความรู้ความเข้าใจและทักษะในการทำงานไม้ สามารถอ่านแบบได้ และมีความขยัน อดทนและเอาใจใส่ชิ้นงานไม้ทุกชิ้น เพื่อให้งานออกมาดีที่สุด นอกจากนี้แล้วช่างติดตั้งไม้ลามิเนตยังต้องรู้จักเลือกสรรเครื่องมือที่ใช้ทำงานไม้ที่เหมาะสม และดูแลเครื่องมือในการทำงานอย่างถูกวิธีเพราะเครื่องมือนับได้ว่าเป็นส่วนสำคัญอย่างหนึ่งของช่างติดตั้งไม้ลามิเนต เครื่องมือของช่างติดตั้งไม้ลามิเนตโดยทั่วไป สามารถแบ่งออกได้เป็นสามชนิด คือ 1.เครื่องมือช่างไม้ประเภททั่วไป เช่น เครื่องมือวัดขนาดและกำหนดตำแหน่ง ฉาก ตลับเมตร ดินสอ ขอขีด เป็นต้น 2. กลุ่มเครื่องมือช่างไม้ที่ใช้ไฟฟ้า หรือเครื่องมือกล เช่น เครื่องทริมเมอร์ เครื่อง router ที่ใช้ในการตีบัว ทำลวดลาย เครื่องเลื่อยวงเดือน ที่ใช้ในการตัดไม้ ซอยไม้ เป็นต้น 3.เครื่องมือช่างไม้อีกชนิดหนึ่งคือ เครื่องมือที่ใช้ลม เช่น ปั๊มลม ปืนลมที่ใช้ในการยิงตะปูหรือลวดลงไปบนชิ้นงาน การพ่นสี สว่านลม เป็นต้น

ในปัจจุบันทั้งคอนโดฯ เเละบ้านจัดสรรหันมาเลือกปูพื้นด้วยพื้นไม้ลามิเนตกันเป็นแทบทั้งหมด เพราะไม้จริงหายากขึ้น และไม้ลามิเนตก็มีข้อดีที่มาทดแทนกันได้ เช่น ลักษณะคล้ายไม้จริง ลวดลายสีสันก็มีให้เลือกเยอะ สีไม่ซีดจาง สะดวกต่อเวลาทำงานมาก เพราะติดตั้งง่าย สะดวก รวดเร็ว หน้างานไม่เลอะเทอะ และหลังจากติดตั้งเสร็จเเล้วสามารถใช้งานได้ทันที เเต่เหตุผลที่สำคัญที่สุดก็คือถูกกว่าไม้จริง 4-5 เท่าดังนั้นงานช่างติดตั้งไม้ลามิเนตในปัจจุบันจึงหาได้ไม่ยาก
จากข้อมูลเบื้องต้นจะเห็นว่ามีข้อดีเยอะมาก แต่ก็ไม่ได้ดี 100% เเน่นอน เพราะข้อเสียก็มีไม่น้อยเช่นกัน โดยเฉพาะถ้าติดตั้งไม่ดี หรือใช้งานไม่ถูกวิธี อาจจะพังง่ายเช่นกัน

การใช้ไม้ลามิเนตต้องระวังเรื่องใดบ้าง?
1)พื้นไม้ลามิเนตมีความยืดหยุ่นน้อยกว่าไม้จริงจึงไม่ถูกกับอากาศร้อน ดังนั้นห้องที่ปูด้วยลามิเนตต้องเปิดหน้าต่างเป็นประจำเพื่อให้อากาศถ่ายเท  ไม่เช่นนั้นรอยต่อพื้นอาจบวม โก่ง หรือยุบยวบได้เช่นกัน
2)พื้นไม้ลามิเนตยังไม่ถูกกับความชื้น เช่น ชื้นเพราะมีน้ำรั่วซึมจากกรอบหน้าต่าง  พื้นหน้าห้องน้ำ หรือความชื้นจากใต้พื้นคอนกรีต ความชื้นเหล่านี้สามารถทำให้พื้นบวมพองได้
3) พื้นไม้ลามิเนตต้องทำความสะอาดอย่างถูกวิธี โดยใช้ผ้าชุบน้ำบิดแบบหมาดๆ จนถึงแห้ง หรือใช้เครื่องดูดฝุ่นเท่านั้น การใช้ผ้าเปียกเกินไปหรือการทำน้ำหกลงพื้นแล้วไม่รีบเช็ดจะทำให้พื้นบวมได้ง่าย
4) พื้นไม้ลามิเนตมีสิทธิโดนปลวกแทะถ้าได้รับความชื่้นอยู่เสมอ
5)พื้นไม้ลามิเนตเหมาะสำหรับปูพื้นผิวภายในเท่านั้น ไม่สามารถใช้กับพื้นภายนอกได้เลย
6) ถ้าพื้นผิวคอนกรีตค่อนข้างไม่ได้ระดับ ไม่เรียบ ควรเลือกพื้นชนิดหนาคือ 12 มิลลิเมตร
7) ขั้นตอนการติดตั้งพื้นผิวต้องได้ระดับ พื้นไม้ลามิเนตติดตั้งง่ายและรวดเร็วก็จริง แต่การเตรียมพื้นผิวพื้นหน้างานต้องปรับให้ได้ระดับก่อนติดตั้ง โดยความแตกต่างของระดับไม่ควรเกิน 5 มิลลิเมตร ไม่เช่นนั้นพื้นจะยุบยวบได้
8) วิธีติดตั้งต้องถูกวิธีถูกขั้นตอน  เช่น การเว้นร่องรอบห้องประมาณ 1 เซนติเมตร หรือต้องสอดพื้นเข้ากับใต้วงกบไม้เพื่อไม่ให้พื้นโก่งตัวหรือยุบตัว

การตรวจรับงานจากช่างไม้ลามิเนต
การเช็คสภาพพื้นโดยทั่วไป
1) ผิวหน้าต้องไม่มีรอยขีดข่วน บิ่น หรือมีรอยฉีกขาดของผิวหน้า
2) สีพื้นไม้ลามิเนตควรเป็นโทนเดียวกัน สีไม่โดดหรือแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด
3) รอยต่อบริเวณพื้นไม้ต้องเรียบสนิท ไม่ห่างหรือเป็นรอยนูนขึ้นมา และรอยต่อระหว่างพื้นไม้ลามิเนตกับบัว ต้องเก็บซิลิโคนเรียบร้อย ไม่มีร่องห่างระหว่างพื้นและบัว
4) ระนาบพื้นไม้ลามิเนตไม่โก่ง นูน หรือลาดเอียง
5) ต้องไม่บวมน้ำหรือพองตรงจุดใดจุดหนึ่ง ให้ลองสัมผัสหรือเหยียบให้ทั่วพื้นห้อง
6)พื้นต้องไม่ยวบหรือยุบ ถ้ายวบหรือยุบเยอะแสดงว่าพื้นด้านใต้เป็นแอ่ง ควรแก้ไขด้านใต้ให้เรียบร้อยก่อน
7)ถ้าเหยียบแล้วจมลงไปมากหรือมีฝุ่นออกมาด้วยโดยเฉพาะพื้นบริเวณขอบๆ ก็ต้องให้แก้ไขให้เรียบร้อยก่อนเช่นกัน

ก่อนจะรับโอนบ้านหรือคอนโดฯ เราต้องตรวจรับงานก่อน หากเราพบสิ่งผิดปกติใดควรแจ้งช่างติดตั้งไม้ลามิเนตทราบเพื่อให้แก้ไขทันที สิ่งที่เราสามารถตรวจสอบพื้นลามิเนตได้ก็คือ ส่วนผิวด้านหน้าเท่านั้น โดยการสัมผัสไปที่พื้ไม้
คุณสมบัติของช่างไม้ลามิเนต

1)เพศชายหรือหญิง ก็ได้

2)วุฒิม.3 ขึ้นไป หากมีประสบการณ์ จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษจากบริษัท

3)ขยัน ซื่อสัตย์ อดทน สามารถทำงานเป็นทีมได้ดี

4)มีความละเอียดรอบคอบ มีความรู้ความเข้าใจในงานช่างไม้ และมีความรับผิดชอบสูง

5)พร้อมเรียนรู้ความรู้และทักษะใหม่ๆ อยู่เสมอ

6)มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี สามารถสื่อสารกับลูกค้าได้

7)มีใบอนุญาตการขับขี่มอเตอร์ไซด์หรือรถยนต์

8)ทำงานต่างจังหวัดได้

9)สามารถทำงานนอกเวลาได้

กำแพงหิมะ ดินแดนมหัศจรรย์แห่งญี่ปุ่น

เมื่อพูดถึง กำแพงหิมะ  คนที่คุ้นเคยกับประเทศญี่ปุ่นต่างก็รู้จักกันดีว่านี่แหละคือของดีของเมือง ทาเทยาม่า อันแสนโด่งดัง หลาย ๆ คนมีความฝันที่จะไปเยือนกำแพงสูงใหญ่ท่วมหัวนี้สักครั้งหนึ่งให้ได้ และของจริงก็ยิ่งใหญ่สมกับที่เป็น 1 ในสิ่งมหัศจรรย์ของญี่ปุ่นจริง ๆ

กำแพงหิมะ บนเส้นทาง ทาเทยาม่า – คุโระเบะ เป็นเส้นทางภูเขาที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ซึ่งมีระยะทาง 3,000 เมตรผ่านเทือกเขาแอลป์ของญี่ปุ่นทางตอนเหนือ นักท่องเที่ยวสามารถสนุกกับ “เส้นทางเหนือเมฆ” ของอัลไพน์ ทาเทยาม่า – คุโระเบะ ด้วยยานพาหนะหลากหลายชนิดทั้ง กระเช้าลอยฟ้า รถราง รถบัส และรถเคเบิ้ล

จุดที่สูงที่สุดของกำแพงหิมะเส้นทางนี้ ตั้งอยู่ที่บริเวณมุโระโด (Murodo) (2,450 เมตร) นักท่องเที่ยวจะสามารถมองเห็นวิวกำแพงหิมะที่ยิ่งใหญ่ ที่เรียกว่า “ยุกิ โนะ โอะทะนิ” (Yuki no Otani หรือกำแพงหิมะ) ได้ตั้งแต่วันที่ 17 เมษายน – 31 พฤษภาคม ซึ่งเป็นเวลาหลายปีที่หิมะที่ตกหนักจนทับถมกันสูง ขึ้นจนถึงประมาณ 20 เมตรวิวที่เห็นระหว่างที่รถบัสวิ่งผ่านกำแพงหิมะ จึงตื่นเต้นตระการตา คุณจะไม่เพียงสนุกสนานไปกับการชม วิวจากรถบัส แต่ยังสามารถลงจากรถและสัมผัสความสูง ตระหง่านของ “ยุกิ โนะโอะทะนิ”ได้อย่างใกล้ชิดและให้คุณสัมผัส รสชาติฤดูใบไม้ผลิอย่างเต็มที่ที่ญี่ปุ่น

นอกจากนี้ ในปีนี้ยังมีการเปิดแหล่งท่องเที่ยวใหม่ที่ชื่อว่า “Summer Snow Park” (สวนหิมะในฤดูร้อน) ในเดือนมิถุนายน ซึ่งจะเป็นทางเดินหิมะที่มีความสูง 6 เมตร และยาว 70 เมตร จะเปิดตั้งแต่วันที่ 1 – 30 มิถุนายน ในช่วงฤดูร้อนทาเทยาม่า จะเป็นสถานที่เพียงแห่งเดียว ที่นักท่องเที่ยวสามารถสนุกกับการเล่นหิมะ ไม่ว่าจะเป็นการสไลด์ หรือ แคร่เลื่อนบนหิมะ และการเล่นหิมะอื่นๆ โอบล้อมไปด้วยกำแพงหิมะโดยที่นักท่องเที่ยว สามารถสวม เสื้อผ้าในชุดปรกติได้ สัมผัสประสบการณ์ที่น่าหลงใหลของหิมะได้ที่ เส้นทางอัลไพน์ทาเทยาม่า – คุโระเบะ

การเดินทางชมกำแพงหิมะ

การเดินทางไปเยือนกำแพงหิมะในเทือกเขาทาเทยาม่า บนเส้นทางอัลไพน์ นักท่องเที่ยวสามารถผ่านมาทางจังหวัดโทยาม่า (Toyama) และเมืองชินาโนะ โอมาจิ (Shinano-Omachi) ของจังหวัดนากาโน่

การโดยสารด้วยรถไฟ

  1. จากโตเกียว (Tokyo) ไปยัง โทมาม่า (Toyama) สามารถเดินทางโดยรถไฟ JR Joetsu Shinkansen ใช้เวลาราว 75 นาที ถึงสถานี Echigo – Yuzawa แล้วเปลี่ยนรถไฟไปเป็น JR Hakutaka Limited Express มุ่งตรงสู่ โทยาม่า ใช้เวลาราว 2 ชั่วโมง
  2. จากโตเกียว (Tokyo)ไปยัง ชินาโนะ โอมาจิ (Shinano-Omachi) สามารถเดินทางออกจากสถานีชินจูกุ โดยรถไฟ Azusa Limited Express ใช้เวลาราว 2.5 ชั่วโมง ไปถึงเมืองมัตสึโมโต้ (Matsumoto) และเปลี่ยนรถไฟเป็น รถไฟ JR Oito จะใช้เวลาในการเดินทางราว 1 ชั่วโมง ถึงชินาโนะ โอมาจิ
  3. จากโอซาก้า (Osaka) หรือเกียวโต (Kyoto) ไปยัง โทมาม่า (Toyama) สามารถเดินทางโดยรถไฟ JR Thunderbird Limited Express ใช้เวลาในการเดินทางราว 3 – 4 ชั่วโมง
  4. จากโอซาก้า (Osaka) หรือเกียวโต (Kyoto) ไปยัง ชินาโนะ โอมาจิ (Shinano-Omachi) สามารถเดินทางโดยรถไฟ JR Tokaido Shinkansen เดินทางราว 1 ชั่วโมงถึงเมืองนาโงย่า (Nagoya) และเปลี่ยนรถไฟเป็น JR Oito เดินทางต่อไปอีกราว 1 ชั่วโมง ถึงชินาโนะ โอมาจิ

นี่เป็นช่วงเวลาแห่งฤดูกาลท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติของกำแพงหิมะที่ดีที่สุดที่ไม่ควรพลาด ในเส้นทางแอลป์ทาเทยาม่า-คุโระเบะมีลักษณะพิเศษ คือความโดดเด่นและเป็นที่หนึ่งอย่างชัดเจนเรื่องทัศนียภาพที่เปลี่ยนแปลงไปตามระดับความสูง ธรรมชาติที่ทาเตยามะ-คุโรเบะแห่งนี้จึงเป็นที่ที่คุณต้องมาเยี่ยมและไม่ควรพลาดชมแม้แต่นาทีเดียว

เที่ยวญี่ปุ่นทั้งทีเรามาขับรถเที่ยวญี่ปุ่นกันดีกว่า….!!!

การขับรถเที่ยวญี่ปุ่นแม้ว่าญี่ปุ่นจะเป็นประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องระบบคมนาคมที่ทันสมัยและไปทั่วถึง แต่บางครั้งหากนักท่องเที่ยวอย่างเราวางแผนไปเที่ยวในจุดที่ไกลจากตัวเมือง การ ขับรถเที่ยวญี่ปุ่น ก็เป็นอีกตัวเลือกนึงที่น่าสนใจ ที่จะทำให้เราได้ท่องเที่ยวไปได้ตามใจ ยิ่งถ้าไปเที่ยวกันเป็นกลุ่มใหญ่ยิ่งคุ้มค่า

ถึงแม้ญี่ปุ่นจะเป็นประเทศที่เจริญแล้ว ขนส่งมวลชนเข้าถึงแทบทุกที่ แต่การไปเที่ยวก็มักจะเจอปัญหาเรื่องข้อจำกัดของเวลา และวันหยุดอันแสนสั้น ตัวเลือกที่จะทำให้เราจัดการกับเวลาได้ยืดหยุ่นที่สุดก็คือการขับรถเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเอง ไม่ต้องรอชินคันเซ็น ไม่ต้องง้อรถไฟ นึกจะไปก็ไป ไปตอนไหนก็ได้มีรถแล้ว ส่วนใครที่ยังไม่รู้ว่าจะเช่ายังไง เริ่มต้นที่ไหน ไปได้ไกลแค่ไหน เชิญรับชมเส้นทางสุดพิเศษและสถานที่ไฮไลต์จากเราได้เลย มาดูกันดีกว่าว่าการขับรถในญี่ปุ่นนั้นมีกฏกติกา และเงื่อนไขใดบ้าง

วิธีของรถเช่าที่ญี่ปุ่น

แน่นอนหนทางที่ดีที่สุดคือการจองรถเช่าที่ญี่ปุ่น ก่อนการเดินทาง  ปัจจุบันด้วยเทคโนโลยีการสื่อสารทำให้ง่ายขึ้นในการจองรถเช่าไว้ล่วงหน้าก่อนการเดินทางได้

ตามธรรมเนียมการจองบริการต่างๆ ที่ญี่ปุ่น คุณสามารถจองรถเช่า/ได้ก่อน 4 เดือนและสามารถยกเลิกได้ก่อน 7 วัน โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ กรณีที่ยกเลิกก่อนวันรับรถ 3-5 วัน ผู้จองอาจจะมีค่าปรับในการยกเลิกจอง ตรงนี้สมควรจะต้องศึกษารายละเอียดให้ถี่ถ้วนจากผู้ให้บริการแต่ละราย

ทีนี้คุณๆ อาจจะถามผมว่า แล้วจะเช่ารถกับใคร …?

ตามปกติแล้วเราน่าจะคุ้นเคยกับเว็บเช่ารถระดับโลก พวก  AVIS, Heartz  อะไรพวกนี้ที่มีสาขาในไทย พวกเขาก็มีสาขาที่ประเทศญี่ปุ่นด้วยเช่นกันครับ แต่ผมอยากแนะนำว่า ให้เช่าโดยตรงกับบริษัทเช่ารถญี่ปุ่นดีกว่า ซึ่งบริษัทให้บริการเช่ารถที่ญี่ปุ่น มี 2 กลุ่มใหญ่ครับ คือ

1.บริษัทเช่ารถ ที่มาจากบริษัทรถยนต์ นึกไม่ออกก็คิดง่ายๆว่า เหมือน โตโยต้า – ฮอนด้า เอารถใหม่มาให้เช่าขับกันเลย รายใหญ่ในกลุ่มนี้จะเป็น   Nissan  และ  Toyota   มีรถให้เลือกทุกแบบตั้งแต่รถขนาดเล็ก 660 ซีซี หรือที่เรียกว่า   Kei Car   ไปจนถึงรถสปอร์ต ถ้ามีงบมากพออยากจะลองตามฝันดูก็เพียงเตรียมงบให้พร้อมแล้วไปลุยกันเลย

2.กลุ่มบริษัทเช่ารถอิสระ บริษัทเช่ารถอิสระพวกนี้เป็นกลุ่มที่หลายคนค่อนข้างนิยม เนื่องจากมีสาขามากมายหลายแห่ง และบางสาขาเปิดบริการตลอดคืนด้วยครับ บริษัทรถเช่าที่นิยม มี 2 เจ้าสำคัญ คือ  Nippon Car Rent  และ  Times Car Rent  พวกเขามีรถเช่าหลายประเภท แต่ไม่รวมถึงรถสปอร์ต

รวมถึงรถเช่ายังเป็นแนวสุ่มคละรุ่น คละยี่ห้อ แต่เป็นรถประเภทเดียวกัน ดังนั้นอย่าแปลกใจครับ ถ้าคุณเลือกรถเช่าในเน็ทแล้ววันไปถึงที่ญี่ปุ่นรับรถจริง อาจเป็นคนละรุ่นกันเลยกับที่บริษัทบอก พวกเขาแค่ให้คุณจองประเภทรถเท่านั้น ไม่ได้ล็อครุ่นและยี่ห้อไว้ให้คุณ และที่ขาดไม่ได้เลยในการขับรถเที่ยวญี่ปุ่นนั้นก็คือ กฎจราจร และมารยาทในการขับขี่ โดยกฏจราจรและมารยาทในการขับขี่ที่ควรรู้นั้นมีดังนี้

กฏจราจรและมารยาทเบื้องต้น

1.รถในญี่ปุ่นจะมีพวงมาลัยอยู่ด้านขวา

2.คาดเข็มขัดนิรภัยทุกครั้ง

3.ประเทศญี่ปุ่นขับรถช่องเลนซ้ายเป็นพื้นฐาน

4.รถที่จะเลี้ยวขวาต้องรอก่อน ให้รถทางตรงหรือรถเลี้ยวซ้ายไปให้หมดก่อน

5.ที่ญี่ปุ่นไม่มีเลี้ยวซ้ายผ่านตลอด ต้องรอสัญญาณไฟเว้นแต่จะมีป้ายบอก

6.ปฏิบัติตามสัญญาณไฟจราจรและป้ายจราจรอย่างเคร่งคัด

7.ระวังเรื่องอัตราความเร็วของรถยนต์ ตามที่กฎหมายกำหนด

8.ระวังในพื้นที่ห้ามแซง

9.หยุดรถให้สนิท ที่ป้ายสัญญาณหยุดรถ และ ที่ด้านหน้าทางข้ามรถไฟ

10.ที่ญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับคนเดินเท้ามาเป็นอันดับแรก ถ้าเห็นคนจะข้ามถนนที่ทางม้าลาย ต้องหยุดรถให้คนข้ามก่อนไม่ว่าจะมีไฟแดงหรือไม่ ถ้าคนเดินเท้าได้รับอันตราย ผู้ขับขี่จะมีความผิดอย่างเลี่ยงไม่ได้

11.ห้ามดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ขณะขับรถยนต์

12.ขอเตือนว่าค่าปรับจราจรที่ญี่ปุ่นโหดมาก หากฝ่าฝืนจอดรถในที่ห้ามจอด รถของคุณอาจอัตรธานไปอยู่ที่โรงพัก และต้องเสียค่าปรับมากถึง 15,000 บาททีเดียว

มาถึงตรงนี้เชื่อว่าหลายคนน่าจะพอได้ข้อมูลกับการขับรถเที่ยวญี่ปุ่นมากขึ้น สำหรับใครที่ยังไม่เคยลองขับรถเที่ยวที่ประเทศญี่ปุ่น แนะนำว่าสมควรไปลองสักครั้ง การไปเที่ยวที่ประเทศญี่ปุ่นด้วยการขับรถ นอกจากจะพาไปยังที่ใหม่ๆ ที่ไม่เคยไปแล้ว ยังได้ประสบการณ์ที่แตกต่างด้วย

ชินคันเซ็น (ญี่ปุ่น: 新幹線 shinkansen, แปล: สายทางไกลสายใหม่)

ชินคันเซ็น (ญี่ปุ่น: 新幹線 shinkansen, แปล: สายทางไกลสายใหม่) เป็นชื่อเรียกเครือข่ายรถไฟความเร็วสูงในประเทศญี่ปุ่นซึ่งดำเนินงานโดย 4 กลุ่มบริษัทรถไฟญี่ปุ่น สายแรกที่เปิดใช้งานคือ โทไกโดชินคันเซ็น (515.4 กม.) ในปี ค.ศ. 1964 จากนั้นเป็นต้นมา เครือข่ายรถไฟความเร็วสูงชินคันเซ็นก็ได้ถูกขยายออกไปทั่วประเทศ ด้วยระยะทางรวมกว่า 2,765 กม. และวิ่งด้วยความเร็ว 240–320 กม./ชั่วโมง นอกจากนี้ ยังมีสาย มินิชินคันเซ็นสั้น ๆ ความยาว 10.3 กม. ที่วิ่งด้วยความเร็ว 130 กม./ชั่วโมง

ประเทศญี่ปุ่นนั้นเป็นประเทศแรกที่ริเริ่มคิดค้นรถไฟความเร็วสูง เนื่องจากภูมิประเทศที่เป็นภูเขาเกือบทั้งประเทศ กับรางรถไฟใหญ่ขนาด 3 ฟุต 6 นิ้ว (1,067มิลิเมตร) ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้เส้นทางที่อ้อมกับรถไฟความเร็วสูง เพราะฉะนั้นประเทศญี่ปุ่นนั้นจึงมีความจำเป็นมากขึ้น ในการใช้รถไฟความเร็วสูงนี้ ในทางตรงข้ามกับรางเก่า รถไฟชินคันเซ็นนั้นมีกฎเกณฑ์มาตรฐาน และผ่านอุโมงค์มากกว่า

รถไฟชินคันเซ็นให้บริการแก่ผู้โดยสารด้วยความเร็วสูงสุด 320 กม./ชั่วโมง แม้ว่าจะสามารถทำความเร็วได้สูงสุดถึง 443 กม./ชั่วโมงในการทดสอบเมื่อปี ค.ศ. 1996 และรถไฟชินคันเซ็นยังทำลายสถิติรถไฟที่วิ่งเร็วที่สุดในโลกด้วยความเร็วถึง 603 กม./ชั่วโมง ในการทดสอบขบวนแม็กเลฟ เมื่อเดือนเมษายน ค.ศ. 2015

ซึ่งนอกจากเรื่องความเร็วที่เป็นที่กล่าวขานไปทั่วโลกแล้ว ชินคันเซ็นยังขึ้นชื่อในเรื่องความปลอดภัยอีกด้วย เพราะตลอดระยะเวลาที่เปิดให้บริการมายังไม่เคยมีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์รถไฟตกรางหรือชนกันมาก่อน ทั้งยังถึงจุดหมายตรงเวลาแบบสุด ๆ แต่ด้วยเหตุสุดวิสัยบางอย่างอาจทำให้ล่าช้าไปบ้าง แต่ค่าเฉลี่ยของความล่าช้านั้นไม่ถึง 1 นาทีด้วยซ้ำไป

ปัจจุบันรถไฟชินคันเซ็นเปิดให้บริการหลายเส้นทาง และมีอยู่หลายขบวนแตกต่างกันตามแต่ JR ของแต่ละภูมิภาค ทำให้กลายเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของชินคันเซ็นที่เมื่อเราไปเที่ยวที่ใดก็จะได้นั่งขบวนรถไฟชินคันเซ็นที่ไม่เหมือนกัน ซึ่งเส้นทางยอดฮิตสำหรับนักท่องเที่ยวในแต่ละภูมิภาคนั้น ชินคันเซ็นก็เข้าถึงเรียบร้อยแล้ว เราจะได้เดินทางข้ามเมืองกันได้อย่างสนุกสนาน

จุดเด่นของชินคันเซนไม่ได้มีแค่ความเร็วเท่านั้นแต่ความสะดวกสบายนี่ก็เยี่ยมยอด ความหรูหราจะแบ่งตามคลาสที่นั่งกันไป ความสะอาดก็เลื่องชื่อมีการส่งเจ้าหน้าที่มาทำความสะอาดอยู่ตลอดๆ ความปลอดภัยยิ่งหายห่วงไม่เคยมีกระทั่งรถไฟตกรางหรือรถไฟชนกันเลย ซึ่งรถไฟชินคันเซนเนี่ยจะแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลักๆต่างกันตรงการแวะจอดตามสถานีต่างๆ มีรายละเอียดดังนี้

โนโซมิ (Nozomi) : จะจอดเฉพาะสถานีหลักๆเท่านั้น อย่างเช่น Shinagawa, Shin-Yokohama, Nagoya, Kyoto และ Shin-Osaka เป็นต้น

ฮิคาริ (Hikari) : จะจอดในสถานีหลักเหมือนกับโซมิ แต่มีเพิ่มเติมกับสถานีย่อยอีกหลายแห่ง

โคดามะ (Kodama) : จะทำการจอดในทุกๆสถานีตลอดเส้นทาง อย่างต้นทางโตเกียวปลายทางโอซาก้าก็แวะจอดทั้งหมดประมาณ 16 สถานี

รถไฟชินคันเซ็นเป็นอีกทางเลือกสำหรับการเดินทางท่องเที่ยวในญี่ปุ่น ใช้เวลาเดินทางไม่นาน ที่นั่งก็สะอาดสอ้านและนั่งสบาย หากต้องการเดินทางไกลอย่างสะดวกสบายหรืออยากเดินทางท่องเที่ยวในประเทศญี่ปุ่น ทุกคนย่อมนึกถึงรถไฟชินคันเซ็น หากใช้บริการรถไฟชินคันเซ็นก็จะสามารถเดินทางได้อย่างสะดวกสบายด้วยที่นั่งสะอาดเอี่ยม การให้บริการก็ครอบคลุมพื้นที่สำคัญๆ ไม่ว่าจะเป็นโตเกียว โอซาก้า เกียวโต โทโฮคุ และคิวชู

ประเภทของที่นั่งก็จะเป็นเป็นตัวแบ่งระดับความหรูหราของที่นั่งตามราคาที่เราต้องจ่าย ซึ่งมีทั้งหมด 4 แบบ มีรายละเอียดดังนี้

ที่นั่งแบบไม่ได้สำรองล่วงหน้า (Unreserved Seat) : เป็นที่นั่งที่ไม่ได้ทำการจองก่อนขึ้น เจอที่ไหนว่างก็สามารถนั่งได้เลย จะมีข้อเสียตรงถ้ามีช่วงนั้นคนเยอะๆอาจไม่มีที่นั่งเอาได้ง่ายๆ หรือถ้ามากันหลายๆคนอาจจะต้องนั่งแยกกันไปตามดวง แต่ข้อดีก็ถือราคาที่ถูกที่สุดในสามประเภทนี้ และก็มีความสะดวกสบายขั้นมาตรฐานครบครัน

ที่แบบต้องสำรองที่นั่งล่วงหน้า (Reserved Seat) : ใครที่ต้องการความชัวร์ว่าจะมีที่นั่งแน่ๆควรเลือกอันนี้ เพราะจองปุ๊บจะมีเลขที่นั่งให้เรียบร้อยไม่ต้องคอยลุ้นในขบวนเวลาขึ้น ราคาก็จะสูงขึ้นมากว่าที่นั่งแบบไม่ได้สำรองล่วงหน้า (Unreserved Seat) แต่มีราคาขึ้นอยู่กับซีซั่นด้วยหากไฮท์ซีซั่นนี่จะแพงกว่าโลว์ซีซั่นอยู่พอสมควร ปกติแล้วจะแตกต่างกันประมาณ 500 เยนได้

ที่นั่งชั้นพิเศษ (Green Car seats) : ถ้าเปรียบเทียบกับเครื่องบินก็จะประมาณชั้น business ที่หรูพอตัว ความกว้างจะมากขึ้นกว่าอีกสองอันที่ผ่านมา ปรับเอนนอนได้ มีบริการเครื่องดื่มและผ้าเย็น (หรือร้อนตามฤดูกาล) เหมาะกับปลายทางนานๆอยากนอนสบายๆ แต่ต้องทำใจกับราคาที่สูงพอตัวต่างกับอีกสองที่นั่งประมาณ 5,000 – 6,000 เยน

ที่นั่งชั้นเฟิร์สคลาส (Gran Class) : อยากสัมผัสความหรูระดับเฟิร์สคลาสนี่ไม่ใช่ทุกขบวนจะมีต้องเช็กดีๆ หลักแล้วๆจะมีที่สายไปภูมิภาคโทโฮคุ แน่นอนว่าที่นั่งนี่นั่งสบายสุดๆ หรูหราไม่แพ้เครื่องบินก็ว่าได้ ปรับเอนนอนสบาย พร้อมบริการเสริมพิเศษอีกเพียบไม่ว่าจะเป็น ผ้าห่ม ผ้าปิดตา บริการน้ำดื่ม สาเก และอาหารกล่องเบนโต เรียกได้ว่าบริการและความหรูจัดเต็ม ราคาก็ไม่ห่างจากที่นั่งชั้นพิเศษ (Green Car seats)มาก ถ้ามีแล้วต้องลองสัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษนี้ก็ควรลองซักครั้ง

วิธีการขึ้นรถไฟโดยใช้บัตร JAPAN RAIL PASS ในราคาถูก

JAPAN RAIL PASS เป็นบัตรฟรีพาสสำหรับขึ้นรถไฟทั่วญี่ปุ่นแบบไม่จำกัดจำนวนครั้ง สำหรับชาวต่างชาติที่เดินทางมาเที่ยวญี่ปุ่นในระยะสั้น

การใช้บัตร JAPAN RAIL PASS จำเป็นต้องบรรลุเงื่อนไขดังต่อไปนี้

・ต้องเป็นผู้ที่เดินทางมาเที่ยวญี่ปุ่นโดยมีจุดประสงค์เพื่อการท่องเที่ยวมากกว่า 15 วันขึ้นไป แต่ไม่เกิน 90 วัน

・เมื่อเดินทางมาถึงญี่ปุ่นแล้วจะต้องได้รับตราประทับรับรองการเข้าประเทศบนพาสปอร์ตแบบพำนักระยะสั้น (ในกรณีที่ผ่านด่านตรวจอัตโนมัติไม่สามารถใช้ได้)

นอกจากนี้ การใช้บัตร JAPAN RAIL PASS ในญี่ปุ่นจำเป็นต้องซื้อล่วงหน้าก่อนวันเดินทางผ่านบริษัททัวร์ JTB, Nippon Travel Agency, Kinki Nippon Tourist, Tobu Top Tours, Japan Airlines 1, All Nippon Airways 2, JALpak หรือร้านค้าตัวแทนที่รองรับ

เนื่องจาก เราไม่สามารถซื้อหลังวันที่เดินทางมาถึงญี่ปุ่นแล้วได้ ยังไงก็ระวังกันให้ดีด้วย เมื่อได้รับตราประทับรับรองการเข้าประเทศแบบพำนักระยะสั้นแล้วก็สามารถนำใบเสร็จไปแลกเป็นบัตรฟรีพาสที่สถานีรถไฟ JR ได้เลย