โรงพิมพ์รับผลิต รับทำการ์ดแต่งงาน ราคาพิเศษ ออกแบบเองได้

รับทำการ์ดแต่งงาน สำหรับการ์ดแต่งงานของบางคู่รักก็จะมีรูปพรีเวดดิ้งปรากฏอยู่บนการ์ดนั้นด้วย ซึ่งมันดูเป็นสิ่งที่ซ้ำซากจำเจมากเลยทีเดียว ที่จะไม่ทำให้รูปภาพพรีเวดดิ้งของคุณหมดประโยชน์หลังการแต่งงาน เป็นแนวทางที่ทำให้คู่บ่าวสาวได้นำไปต่อยอดเพื่อการใช้งานที่มีประโยชน์มากยิ่งขึ้น เปลี่ยนการ์ดแต่งงานให้ดูมีลูกเล่นมากยิ่งขึ้น แต่หากไม่มีใครแนะนำ สิ่งแรกที่คุณต้องดูก็คือ ดูในเรื่องของรีวิวการจัดงานและรีวิวของลูกค้าที่เคยใช้บริการเป็นหลักกันก่อน หรือเรียกว่าโปรไฟล์ดีมีชัยไปกว่าครึ่งและจึงพยายามเข้าไปติดต่อโดยตรงกับบริษัทเอง เพื่อพูดคุยในรายละเอียดต่างๆ ต่อไป ว่าคุณต้องการงานแต่งงานแบบไหน แต่หากคุณยังนึกไม่ออก ด้วยการนำรูปพรีเวดดิ้งมาพริ้นท์ลงกระดาษสติ๊กเกอร์ ออกแบบให้มีขนาดและรูปแบบที่คล้าย ๆ กับแสตมป์ รับทำการ์ดแต่งงาน จากนั้นนำไปแปะไว้ที่หน้าซองใส่การ์ดเพื่อปิดซอง ส่วนตัวการ์ดออกแบบให้มีความเรียบง่าย หลายคู่ที่กำลังจะแต่งงานและคิดถึงในเรื่องการหาบริษัทรับจ้างจัดงานเลี้ยงแต่งงานว่าจะจ้างหรือไม่จ้าง ถ้าจ้างจะราคาแพงเกินไปไหม งานออกมาจะเป็นอย่างไรบ้าง ตรงตามที่ต้องการหรือเปล่า หากวันนี้คุณยังลังเลที่จะจ้างอยู่ วันนี้เราก็มี 7 ข้อดีของการรับจัดงานแต่งงานแบบครบวงจรมาฝากกัน รับรองเลยว่า หากคุณอ่านแล้วคุณจะตัดสินใจได้ง่ายมากยิ่งขึ้นแน่นอน ทางบริษัทก็อาจนำเสนอแพ็กเกจในการจัดงานแต่งให้ หากคุณถูกใจ ก็เลือกแบบแพ็กเกจนั้นๆ ไปได้เลย แค่นี้เราก็ได้ธีมและรายละเอียดงานแต่งคร่าวๆ อย่างที่ต้องการได้แล้วล่ะค่ะ แถมยังช่วยการันตีได้อีกทางหนึ่งว่า งานของคุณจะออกมาสมบูรณ์แบบและมีข้อผิดพลาดน้อยที่สุดอย่างแน่นอน รับทำการ์ดแต่งงาน เริ่มจากข้อแรกกันเลย ไม่ต้องหรูหราอลังการอะไรมากมาย เท่านี้ก็จะได้ใช้ประโยชน์จากรูปพรีเวดดิ้งอีกหนึ่งทาง การที่คู่บ่าวสาวทำสมุดอวยพรขึ้นมาก็เพื่อให้ญาติสนิท มิตรสหาย สะดวกสบาย เพราะเราไม่ต้องจัดเตรียมงานเองให้ยุ่งยาก แค่ไปบอกว่าต้องการธีมหรือคอนเซ็ปต์งานแบบไหน ทางบริษัทรับจัดงานแต่งงานก็คิดให้หมดเลย ตั้งแต่เรื่องการ์ดไปจนถึงการจัดงานแต่งในวันจริงเลยทีเดียว เพราะว่าการจัดงานแต่งแบบแพ็กเกจนั้น จะมีการวางแผนในการจัดการต่างๆ ไว้ครบอยู่แล้ว รวมถึงมีการป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาด้วย เพราะปัญหาต่างๆ อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ทำให้หลายอย่างอาจถูกปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ เช่น เรื่องของ สถานที่ สภาพอากาศ จำนวนแขก เป็นต้น รับทำการ์ดแต่งงาน แต่ก็เป็นเรื่องที่ทางบริษัทรับจัดการ คอนโทรลได้ไม่มีปัญหาแน่นอน ได้ร่วมเป็นสักขีพยานว่าคนทั้งสองนั้นกำลังเดินเข้าสู่การใช้ชีวิตคู่แล้ว และยังเป็นการน้อมรับคำอวยพรของแขกที่มาร่วมงานอีกด้วย เมื่อมันเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญในงานแต่งงาน จะปล่อยให้มันเป็นเพียงกระดาษขาวว่างเปล่าก็คงไม่สวยเก๋เท่าไร

เพื่อเพิ่มความคลาสสิก รับทำการ์ดแต่งงาน ให้กับสมุดเล่มนี้ ลองนำรูปพรีเวดดิ้งมาแปะลงไปแล้วเว้นที่ว่างให้แขกได้เขียนข้อความถึงคุณทั้งสอง อาจจะแปะสลับหน้ากันไป ตัดขอบให้มีรูปทรงต่าง ๆ ทั้งสี่เหลี่ยม วงกลม สามเหลี่ยม เพื่อให้มันเก๋ไก๋ ไม่ซ้ำกันจนน่าเบื่อ สามารถคำนวณงบประมาณได้ เพราะโดยปกติแล้วทางบริษัทจะมีการกำหนดแพ็กเกจต่างๆ ไว้ให้ลูกค้าอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น ถ้าอยากให้การจัดงานแต่งงานวันสำคัญของคุณราบรื่น สมบูรณ์แบบ ประหยัดและเป็นไปตามที่ตัวเองต้องการ ไม่ต้องอารมณ์เสียกับการหาร้านเช่าชุด แต่งหน้าทำผม หาของชำร่วยดีๆ ที่ตรงใจ และเหนื่อยกับการหาเวลามาเตรียมงานแต่งงานแล้วล่ะก็ การเลือกใช้บริการจากบริษัทรับจัดเลี้ยงงานแต่งงานแบบครบวงจร ก็เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่จะไม่ทำให้คุณผิดหวังแน่นอน เพราะคุณแทบไม่ต้องเหนื่อยจัดการอะไรเลย รับทำการ์ดแต่งงาน แค่เตรียมตัวเองให้พร้อมเท่านั้น ก็จูงมือกันเดินเข้าประตูวิวาห์ได้เลย ซึ่งจะมีการกำหนดราคาเอาไว้เรียบร้อย ทำให้สามารถเลือกได้เลยค่ะ ตามงบที่คุณมี ไม่ต้องกังวลว่าบานปลายเหมือนเวลาจัดงานเองแน่นอน อีกหนึ่งวิธีที่จะนำรูปพรีเวดดิ้งมาใช้ให้โดนใจเด็กแนวก็คือ “การทำเป็นจิ๊กซอว์” โดยที่คู่บ่าวสาวพริ้นรูปออกมาหลาย ๆ ใบ แล้วแปะลงกระดาษแข็ง นำไปวางไว้หน้างานเพื่อให้แขกได้เขียนคำอวยพรลงไปด้านหลัง และเมื่องานจบลงแล้วก็นำรูปเหล่านั้นมาตัดเป็นจิ๊กซอว์ เอาไว้เล่นเกมกับคู่รักบนเตียงนอน ก็สนุกไม่เบาเลยเหมือนกัน ตอบสนองได้ทุกความต้องการ ไม่ว่าเราต้องการแบบไหน แค่บอกไปเท่านั้น ทางบริษัทก็พร้อมจะเนรมิตให้คุณอย่างเต็มที่ หรือหากต้องมีการเปลี่ยนแปลงในบางสิ่งที่คุณต้องการ รับทำการ์ดแต่งงาน ทางบริษัทก็จะแจ้งให้คุณทราบและเสนอหาทางเลือกที่ดีกว่าให้ ซึ่งขึ้นอยู่กับความพอใจของคุณเป็นหลัก นอกจากวิธีข้างต้นแล้ว คู่รักยังสามารถนำรูปพรีเวดดิ้งไปพิมพ์ลายลงผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ได้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นปลอกหมอน ผ้าห่ม แก้วน้ำ เสื้อยืด เป็นต้น

รับทำการ์ดแต่งงาน ซึ่งสิ่งของเหล่านี้ยังสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง สร้างสีสัน และกระจายความรักให้ฟุ้งอยู่รอบบ้าน และมันยังสามารถนำไปทำเป็นของชำร่วยให้กับแขกที่มาร่วมงานด้วยนะ หลังจากงานแต่งผ่านพ้นไป รูปเหล่านี้ก็อาจจะต้องนอนกองอยู่แค่ในอัลบั้มรูป เราต้องทำให้มันกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ด้วยการนำรูปพรีเวดดิ้งมาเป็นการ์ดเชิญในโอกาสต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นงานครบรอบแต่งงาน มีข้อผิดพลาดน้อยมาก เพราะบริษัทรับจัดงานแต่งงานครบวงจรนั้นจะมีการวางแผนงานอยู่ตลอดเวลา รวมทั้งมีประสบการณ์ในการทำงานสูงมาก จึงรับมือกับปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้ดี และมีแผนสำรองไว้ตลอดเวลา เพื่อลดความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นในการจัดเลี้ยงงานแต่งงานของคุณ ทำให้คุณสบายใจ หมดกังวลเรื่องข้อผิดพลาดต่างๆ ไปได้เลย รับทำการ์ดแต่งงาน งานวันเกิดของสามีหรือภรรยา และยังสามารถใช้ได้ในงานวันเกิดปีแรกของลูกน้อยอีกด้วย เพื่อเป็นสิ่งเตือนความทรงจำถึงเส้นทางความรักของคนทั้งคู่ ที่กว่าจะได้มีครอบครัวที่สมบูรณ์แบบนี้ได้จะต้องผ่านอะไรมาบ้าง ช่วยให้เห็นภาพในการจัดงานได้มากขึ้น เนื่องจากบริษัทรับจัดงานแต่งงานครบวงจรนั้น จะมีธีมงานและการจัดเลี้ยงงานแต่งที่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นแบบค๊อกเทล บุฟเฟต์ โต๊ะจีน คู่บ่าวสาวชอบธีมงานแบบไหนก็สามารถจัดทำรูปแบบออกมาให้ดูกันได้ทันที หรือมีรีวิวให้เห็น เพราะเคยจัดมาหมดแล้ว ทำให้คุณนั้นมองภาพงานแต่งงานตามแบบที่คุณต้องการได้ง่ายมากขึ้น ซึ่งหากคุณจัดงานเองอาจทำให้มองภาพไม่ออกและทำให้มีส่วนหนึ่งส่วนใดขาดตกบกพร่อง กลายเป็นปัญหาในภายหลัง

ผ่อนคลายกับการแช่ออนเซ็น…!!!

ออนเซ็น การแช่น้ำร้อนเป็นหนึ่งในวัฒนธรรมความเป็นญี่ปุ่น การแช่น้ำในบ่อน้ำพุร้อน หรือ “ออนเซ็น” ในภาษาญี่ปุ่นเป็นกิจกรรมหนึ่งในหลายๆอย่างที่นักท่องเที่ยวซึ่งมาเยือนประเทศญี่ปุ่นจะประทับใจ และยังช่วยดึงดูดให้นักท่องเที่ยวมายังประเทศญี่ปุ่นจำนวนมาก เรามักจะพบบ่อน้ำพุร้อนธรรมชาติในเขตชนบท ซึ่งให้บริการในแบบโรงแรม, รีสอร์ต, และสปา บริเวณซึ่งสามจังหวัดคือ จังหวัดอิวาเตะ มิยะกิ และยามากาตะบรรจบกันคือศูนย์รวมออนเซ็นต่างๆมากมาย บางแห่งมีอายุหลายร้อยปี ภูมิภาคโทโฮกุเปรียบได้กับบ้านที่มีบ่อน้ำพุร้อนในตัวหลายบ่อ และชุมชนซึ่งมีออนเซ็นหลายแห่งทุ่มเทความสำคัญกับการให้บริการด้านบ่อน้ำพุร้อนนี้มากกว่าธุรกิจท่องเที่ยวด้านอื่น

ในประเทศญี่ปุ่น การให้บริการบ่อออนเซ็นโดยทั่วไปจะเป็นบ่อสำหรับชาย และหญิงแยกจากกัน ประเภทของบ่อออนเซ็นนั้นก็มีหลากหลาย ตั้งแต่บ่อที่มีความร้อนสูง จนถึงบ่อน้ำเย็นมาก หรือแม้กระทั่งบ่อน้ำที่ปล่อยกระแสไฟฟ้าอ่อนๆซึ่งเชื่อว่าจะช่วยบรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อและโรคบางอย่าง บ่อออนเซ็นบางแห่งซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกลมักจะมีบ่อส่วนตัวสำหรับให้บริการแขกที่มาค้างคืน และรีสอร์ตซึ่งอนุญาตให้แช่ออนเซ็นทั้งที่สวมเสื้อผ้าได้ก็มีเช่นกัน

น้ำพุร้อนธรรมชาติของแต่ละเมืองมีส่วนผสมของแร่ธาตุต่างๆในน้ำแตกต่างกัน ยกตัวอย่างเช่น ที่นารุโกะมีน้ำร้อนธรรมชาติมีแร่ซัลเฟอร์สูง สิ่งที่นักท่องเที่ยวควรทราบเกี่ยวกับการแช่ออนเซ็นในญี่ปุ่นคือเรื่องการสักผิวหนัง คนญี่ปุ่นไม่ถือว่าการมีรอยสักเป็นเรื่องปกติทั่วไป และอาจไม่เหมาะกับการแช่ออนเซ็นในบางแห่ง ดินแดนโทโฮกุมีจำนวนบ่อน้ำออนเซ็นมากเป็นพิเศษ และมีความเป็นมาในเชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมเกี่ยวกับออนเซ็นมาช้านาน ในประเทศญี่ปุ่น แม้กระทั่งสัตว์เช่นลิงก็ยังมีความสุขกับการแช่ออนเซ็นและผ่อนคลายในบ่อน้ำพุร้อนเช่นกัน ใครไปเที่ยวญี่ปุ่น เราเชื่อว่าอย่างน้อยต้องมีคนแพลนทริปเพื่อไปแช่ออนเซ็นไม่มากก็น้อยแน่ๆ เพราะนอกจากจะเป็นวัฒนธรรมของญี่ปุ่นที่โด่งดังไปทั่วโลกแล้ว ยังมีสรรพคุณเด็ดมากมายไม่ว่าจะเป็น บำรุงผิวพรรณ บรรเทาปวดกล้ามเนื้อ คลายเครียด ลดความอ้วนได้ด้วยนะ

วันนี้เรามี 7 สถานที่ขึ้นชื่อการแช่ออนเซ็นที่มีชื่อเสียงมาฝากกัน ใครอยากเลือกแช่แบบไหนตามเราไปดูกันเลย

  1. โรงแรมชินซันโซ โตเกียว ที่พักพร้อมออนเซ็นสุดหรูกับสวนสวยๆ บนเนื้อที่กว้างใจกลางเมืองแห่งนี้จะทำให้คุณรู้สึกผ่อนคลาย อีกทั้งยังได้ชมความงามในแต่ละฤดูที่ไม่ซ้ำกันอีกด้วย ออนเซ็นของที่นี่มีหลายโซน หลายรูปแบบ เหมาะสำหรับคนที่ชอบความรู้สึกเพลิดเพลินในห้องพัก และเดินทางเข้าไปยังจุดท่องเที่ยวสำคัญๆ ได้อย่างสะดวก
  2. Fujigoko Onsen บริเวณ ทะเลสาบคาวากูจิโกะ (Kawaguchiko) อีกหนึ่งออนเซ็นที่มองเห็นภูเขาไฟฟูจิแบบเต็มๆ เอาให้ฟินกันไปข้างนึงเลย ทั้งยังเลือกได้ด้วยว่าจะแช่ออนเซ็นแบบด้านใน หรือ open air แต่จะแบบไหนก็ล้วนแต่สบายใจ สบายอารมณ์กันทั้งนั้น ไม่อยากให้พลาดที่นี่เลย
  3. โรงแรม เดอะ พรินซ์ พาร์ค ทาวเวอร์ โตเกียว ออนเซ็นที่นี่มีห้องพักด้วย ทำเลดีเด่นใกล้โตเกียวทาว์เวอร์ เดินทางไปยังจุดท่องเที่ยวต่างๆ ง่าย อีกทั้งยังมีห้องพักทั้งแบบตะวันตกและแบบญี่ปุ่น โดยมีอ่างแช่ออนเซ็นหรูๆ ในห้องอาบน้ำส่วนกลาง ซึ่งหากใครชอบที่จะนอนห้องแบบเสื่อญี่ปุ่นเพื่อให้ได้ความรู้สึกแบบได้ไปนอนเรียวคังก็สามารถพักที่นี่ได้
  4. Hakone Onsen อยากจะแช่ออนเซ็นฟินๆ ชมวิวภูเขาไฟฟูจิไปด้วยก็ต้องที่นี่เลย ที่นี่มีบ่อออนเซ็นให้เราแช่ถึง 20 บ่อเลยทีเดียว และสำหรับบ่อน้ำพุร้อนที่มีชื่อเสียงและเก่าแก่ที่สุดนั้นมีชื่อว่า ‘Yumoto’ ซึ่งมีสรรพคุณช่วยในการไหลเวียนของโลหิตและคลายอาการปวดหลังได้ดี
  5. โรงแรมเอพีเอ อาซาคุสะ-คุรามาเอะ ที่พักพร้อมออนเซ็นที่เน้นความสะดวกสบายในการเดินทางไปยังจุดท่องเที่ยวสำคัญต่างๆ และกลับมาแช่ออนเซ็นให้หายเหนื่อยล้าได้ที่นี่ โรงแรมนี้เป็นทางเลือกที่ดีด้วยการตกแต่งอ่างอาบน้ำส่วนกลางที่ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย การเดินทางได้หลากหลายเส้นทาง และยังสามารถเดินทางไปยังสนามบินนาริตะและสนามบินฮาเนดะได้อย่างง่ายดาย
  6. โรงแรมดอร์มี อินน์ โตเกียว-ฮัทโจโบริ ที่นี่เป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ ของนักแช่ออนเซ็นที่ต้องทำธุระในเมือง ด้วยความผ่อนคลายที่ให้ความรู้สึกไม่ต่างจากแช่ออนเซ็นในเรียวกัง อีกทั้งการบริการอันแสนอบอุ่นของพนักงาน และสิ่งอำนวยความสะดวกตามมาตรฐานของดอร์มี อินน์ ทำให้การแช่ออนเซ็นที่นี่จะทำให้คุณหายเหนื่อยล้าจากชีวิตประจำวัน
  7. Dogo Onsen ที่นี่เรียกได้ว่าเป็น “ออนเซ็นแห่งจักรพรรดิ” เลยทีเดียว เพราะในอดีตที่นี่เคยเป็นสถานที่พักผ่อนยอดนิยมของครอบครัวจักรพรรดิ ทำให้ห้องอาบน้ำของที่นี่จึงมีความสวยงามและหรูหราเป็นพิเศษ และยังเป็นแรงบันดาลใจในการ์ตูนเรื่อง Spirited Away ที่โด่งดังของ Studio Ghibli อีกด้วย ที่สำคัญ เหมือนจะเป็นบ่อน้ำพุร้อนที่เก่าแก่เกือบจะที่สุดในญี่ปุ่นเลยทีเดียว

ตัวอย่างออนเซ็นที่ญี่ปุ่น

การแช่ออนเซ็นถือว่าเป็นวัฒนธรรมการแช่น้ำร้อนเพื่อบำรุงผิวกายที่คนญี่ปุ่นปฏิบัติกันมาอย่างยาวนาน นักท่องเที่ยวอย่างเราที่นาน ๆ ไปเที่ยวญี่ปุ่นเห็นทีจะต้องลองเปิดใจ ถอดผ้าแช่ออนเซ็นกันซัก     แต่นานทีปีหนจะได้แช่สักครั้งอย่างนี้ก็ต้องจัดแต่ของดี วันนี้เลยขอแนะนำแหล่งออนเซ็นคุณภาพ 10 แห่งทั่วญี่ปุ่นที่ติดอันดับประทับใจ

แหล่งออนเซ็นที่ติดอันดับเป็นเบอร์ 1 ในใจชาวญี่ปุ่น ครองแชมป์มายาวนาน ก็คือ ‘Hakone Onsen’ แห่งนี้ Hakone Onsen ตั้งอยู่ไม่ไกลจากกรุงโตเกียวและใกล้กับภูเขาไฟฟูจิ ที่นี่มีบ่อออนเซ็นให้เราแช่เป็นจำนวนมากถึง 20 บ่อ แต่บ่อน้ำพุร้อนที่มีชื่อเสียงและเก่าแก่ที่สุดนั้นมีชื่อว่า ‘Yumoto’ ซึ่งมีสรรพคุณช่วยในการไหลเวียนของโลหิตและคลายอาการปวดหลังได้ดีที่นี่ยังมีบ่อน้ำพุร้อนให้เลือกทั้งบ่อแบบสาธารณะและบ่อที่อยู่ในโรงแรมแบบเรียวกัง สำหรับใครที่มาเป็นขาจรขอแค่ลองแช่ดูสักครั้งก็ควรเลือกแช่แบบสาธารณะ แต่ถ้าตั้งใจว่าจะมาพักค้างคืนก็จองเรียวกังแล้วเข้าไปแช่ออนเซ็นที่นั่นให้สบายใจไปเลยแต่นอกจากออนเซ็นที่ Hakone จะดีแล้วที่นี่ยังมีจุดท่องเที่ยวให้เราได้ไปแวะเวียนอีกเพียบ โดยเฉพาะในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสีวิวทิวทิศน์ของที่นี่จะสวยงามเป็นพิเศษ ใครได้มาในช่วงนี้จึงได้ความผ่อนคลายจากการแช่ออนเซ็นไปพร้อมกับชมวิวสวย ๆ

ที่อยู่        Hakone, Ashigarashimo District, Kanagawa Prefecture 250-0404

วิธีเดินทาง            นั่งรถไฟสาย Hakonetozan Line มาลงที่สถานี Miyanoshita บริเวณนี้เป็นแหล่งแช่ออนเซ็นของเมืองนี้

Website Hakone Onsen

อันดับที่ 2 Kusatsu Onsen ซึ่งมีทำเลที่ตั้งอยู่ในจังหวัด Gunma ห่างจากโตเกียวไปไม่ไกลคุณสมบัติน้ำพุร้อนของที่นี่นั้นดีไม่แพ้ใคร เพราะที่นี่เป็นแหล่งออนเซ็นเก่าแก่ที่มีมานับร้อยปี แถมยังมีน้ำพุร้อนคุณภาพดีที่มีสรรพคุณช่วยรักษาอาการเจ็บป่วยต่าง ๆ และดีต่อสุขภาพเนื่องจากแหล่งออนเซ็นแห่งนี้ตั้งอยู่บนภูเขาที่ระดับความสูง 1,200 เมตรจากระดับน้ำทะเล เป็นพื้นที่ที่เหมาะสำหรับการเล่นสกีชาวญี่ปุ่นจึงมักมาเล่นสกีและแช่ออนเซ็นอุ่นกายกันที่นี่ในช่วงฤดูหนาว

ที่อยู่        3-9 Ooaza Kusatsu, Kusatsu-machi, Agatsuma County, Gunma Prefecture

วิธีเดินทาง            นั่งรถไฟมาลงที่สถานี Naganohara Kusatsu-guchi แล้วนั่งรถบัสไปที่ออนเซ็นอีกประมาณ 20 นาที

โทรศัพท์               02-7988-0001

Website Kusatsu Onsen

อันดับที่ 3 Yufuin Onsen เป็นแหล่งออนเซ็นที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยธรรมชาติและมีชื่อเสียงของเกาะคิวชู เนื่องจากบ่อออนเซ็นอยู่ท่ามกลางหุบเขาการได้มาแช่ออนเซ็นจึงได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติเป็นพิเศษ การได้แช่น้ำร้อนพร้อมกับชมบรรยากาศที่สวยงามของที่นี่จะช่วยทำให้เราผ่อนคลายสบายใจภายในตัวเมืองนอกจากจะมีบ่อน้ำพุร้อนให้แช่ออนเซ็นแล้วยังมีพิพิธภัณฑ์ศิลปะ ร้านค้าและร้านอาหารบรรยากาศน่ารัก ๆ รวมไปถึงโรงแรมสไตล์เรียวกังเหมาะแก่การมาเที่ยวชมหรือพักผ่อนตากอากาศเป็นที่สุดใครชื่นชอบการแช่ออนเซ็นพร้อมชมวิวทิวทัศน์ของธรรมชาติขอแนะนำ 4 เรียวกังท่ามกลางธรรมชาติใน Yufuin นี้ให้ลองไปเที่ยวดู

ที่อยู่        2863, Kawakami, Yufuin-cho, Yufu City, Oita, 879-5102

วิธีเดินทาง            นั่งรถไฟสาย Kyudai Line มาลงที่ Yufuin Station ซึ่งเป็นบริเวณแหล่งออนเซ็น

โทรศัพท์               09-7785-4464

Website Yufuin Onsen

ดูแผนที่ Yufuin Onsen

Beppu Onsen แหล่งออนเซ็นแห่งนี้มีชื่อเสียงร่ำลือว่าเป็นแหล่งออนเซ็นขนาดใหญ่ที่มีน้ำแร่มากถึง 8 ชนิด 8 บ่อ น้ำแร่ในบ่อออนเซ็นเหล่านั้นยังมีหลายสีหลายสรรพคุณทำให้ที่นี่ได้ได้ฉายามาว่าเป็นดินแดนออนเซ็นแห่ง ‘บ่อนรกทั้งแปด’ หรือ Jigoku Meguri ที่หมายถึงบ่อน้ำพุร้อนธรรมชาติที่เกิดขึ้นภายหลังจากการระเบิดของภูเขาไฟน้ำแร่ในบ่อออนเซ็นเหล่านั้นจึงมีความร้อนมากไม่สามารถลงแช่ได้ แต่ยังมีบางบ่อที่สามารถแช่เท้าได้และให้สรรพคุณดีเลิศอย่างช่วยรักษาโรคผิวหนังด้วยแน่นอนว่าเป็นถึงแหล่งออนเซ็นยังไงก็ต้องมีบ่อออนเซ็นที่สามารถลงไปแช่ได้ทั้งตัวแน่นอน เพราะที่นี่ยังมีบ่อออนเซ็นหลากหลายชนิดให้เราได้ลงไปแช่ ไม่ว่าเป็นบ่อแบบธรรมดา บ่อทราย บ่อไอน้ำ หรือบ่อแบบโคลนก็มีมาให้เราได้ไปลองแช่ ถือเป็นแหล่งออนเซ็นที่หลากหลายและน่าสนใจมาก ๆ

ที่อยู่        Beppu, Oita Prefecture 874-0000, Japan

วิธีเดินทาง            นั่งรถไฟมาลงที่สถานี Beppu แล้วเดินต่ออีกเพียง 9 นาที ก็จะถึงแหล่งออนเซ็น

โทรศัพท์               09-77-24-2828

Website Beppu Onsen

Noboribetsu ถ้าพูดถึงแหล่งออนเซ็นที่ดีที่สุดในเกาะฮอกไกโดก็ต้องแหล่งออนเซ็น ‘Noboribetsu’ แห่งนี้เลย มีชื่อเสียงที่สุดในฮอกไกโดและมีน้ำแร่ที่ต่างกันถึง 11 ชนิด แต่ละชนิดล้วนเป็นน้ำแร่ที่ดีมีประสิทธิภาพที่สุดในญี่ปุ่น แถมยังเด่นดังในเรื่องของสรรพคุณที่ช่วยบำรุงผิวพรรณรวมทั้งผ่อนคลายความเหนื่อยล้าของร่างกายอีกด้วยที่นี่ถือเป็นแหล่งออนเซ็นที่มีโรงแรมและที่พักสไตล์เรียวกังขนาดใหญ่หลายแห่งจึงเหมาะสำหรับการมาพักผ่อน แต่ถ้าใครแค่อยากแวะมาแช่ออนเซ็นไม่นอนค้างก็มีโรงอาบน้ำสำหรับแช่ออนเซ็นสาธารณะเปิดให้บริการนะหากอยากเปลี่ยนบรรยากาศแช่ออนเซ็นท่ามกลางหิมะก็สามาารถมาที่ Noboribetsu Onsen กันได้ เพราะที่นี่เขาก็เปิดให้บริการเตรียมต้อนรับนักท่องเที่ยวเป็นอย่างดี มาลองแช่ออนเซ็นกลางแจ้งชมวิวหิมะบนเกาะดูสักครั้งรับรองว่าฟินเว่อร์

ที่อยู่        60 Noboribetsu Onsen-cho Noboribetsu-shi,059-0551

วิธีเดินทาง            นั่งรถไฟมาลงที่สถานี JR Noboribetsu แล้วนั่งรถบัสต่อไปที่ออนเซ็น ประมาณ 12 นาที

โทรศัพท์               01-4384-3311

Website Noboribetsu Onsen

สถานที่ขึ้นชื่อสำหรับนักท่องเที่ยวเดินทางมาชื่นชม ดอกพีช

กระแส ดอกพีช ที่กำลังมาแรงที่สุดตอนนี้ในบรรดาเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ถือว่าเป็นเครื่องดื่มประเภทชาที่มาแรงมากในช่วงนี้ เนื่องจากเป็นชาดอกไม้ที่มีสีสันที่สวยงาม นอกจากสีของดอกอัญชันที่ถูกนำมาผสมกับอาหารหลากหลายชนิดแล้ว ดอกอัญชันยังถูกนำไปทำเป็นชา ซึ่งก็มีส่วนช่วยในระบบต่างๆ ของร่างกาย เช่น การเพิ่มการไหลเวียนของเลือด เพิ่มประสิทธิภาพการมองเห็นของสายตา จะใช้กลีบดอกบัวหลวงนั้นนำมาอยู่ในรูปแบบของชา ซึ่งมีคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระสูง โดดเด่นในเรื่องยับยั้งเลือดและให้เลือดไหลเวียนได้คล่อง ช่วยบำรุงเลือด บำรุงหัวใจ และบำรุงไต ช่วยให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่า เพิ่มภูมิคุ้มกันการป้องกันการติดเชื้อได้เป็นอย่างดี และ ดอกพีช ยังช่วยควบคุมน้ำตาลและไขมันในเส้นเลือดได้ และเป็นเครื่องดื่มที่มีไว้ดื่มเพื่อดับกระหายได้ดีทีเดียว กลิ่นหอมของชาดอกกุหลาบนั้นช่วยในเรื่องการผ่อนคลายจากภาวะความเครียด มีสารต้านอนุมูลอิสระ พร้อมทั้งบำรุงหัวใจให้แข็งแรง และยังช่วยบำรุงผิวพรรณให้ผิวพรรณดูสดใสขึ้น คงหนีไม่พ้น “ชาดอกไม้” ซึ่งเป็นชาที่ได้จากดอกไม้นานาชนิด คงไม่มีใครไม่รู้จักดอกเก็กฮวย ที่เราคุ้นเคยกันมานาน ซึ่งดอกเก็กฮวยนั้นมีกลิ่นหอมเฉพาะ นำเอามาฝากกันวันนี้ ไม่มีใครไม่รู้จัก เพราะมีชื่อเสียงโด่งดังมายาวนาน นั่นก็คือ ชาดอกคำฝอย ที่มีประโยชน์เด่นในการช่วยลดไขมันและขับเหงื่อได้เป็นอย่างดี ดอกพีช ขยายหลอดเลือดหัวใจ ป้องกันการเกิดโรคหัวใจ และยังทำให้ประจำเดือนของผู้หญิงมาเป็นปกติ และบรรเทาอาการปวดท้องได้ดีทีเดียว รสชาตินุ่มชุ่มคอ มีสรรพคุณช่วยดับกระหาย บำรุงหัวใจ สร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย พร้อมทั้งช่วยในเรื่องระบบย่อยอาหารและชะลอความแก่อีกด้วย สำหรับหนุ่มๆ สาวๆ ที่หลงใหลในกลิ่นพีช ชาดอกพีชถือว่าตอบโจทย์เป็นอย่างมาก

ดอกพีช เพราะมีทั้งสีและกลิ่นที่หอมหวาน ชาดอกพีชมีสรรพคุณช่วยบำรุงผิว ลดริ้วรอย ลดการเกิดฝ้า ช่วยการไหลเวียนของเลือดฝาด แล้วยังช่วยสมานแผลได้อีกด้วย ดอกพีช จึงนับว่าเป็นดอกไม้ที่นิยมกันมากในขณะนี้ ใครที่ชื่นชอบกลิ่นหอมและรสชาติที่นุ่มละมุนของดอกเก็กฮวย เข้าฤดูใบไม้ผลิเป็นช่วงแห่งความมีชีวิตชีวาของคนญี่ปุ่น หากมาเที่ยวญี่ปุ่นในช่วงนี้ก็จะได้พบเห็นดอกไม้สวยงามมากมายทั้งดอกบ๊วยและดอกท้อบานสวยงามเต็มต้น คนญี่ปุ่นมีความเกี่ยวพันอย่างแนบแน่นกับดอกท้อ โดยการนำดอกท้อมาใช้ในเทศกาลสำคัญเทศกาลหนึ่ง คือ เทศกาลเด็กผู้หญิง มารู้จักดอกท้อ เหตุผลที่คนใช้ดอกท้อประดับในเทศกาลสำคัญ ต้องดื่มกันบ่อยๆ นะ ซึ่งประวัติ ดอกพีช การดื่มชาดอกไม้ก็มีมาอย่างยาวนานนับพันปี อาทิเช่น ชากุหลาบ ชาดอกหอมหมื่นลี้ นับเป็นดอกไม้ที่แปลกและเป็นที่สงสัยกันว่า มันสามารถนำมาทำเป็นเครื่องดื่มได้จริงๆ เหรอ เป็นดอกไม้สวยงามประกอบด้วยกลีบดอก 5 กลีบซึ่งมีทั้งสีชมพูอ่อน สีขาวและ สีแดง ดอกท้อมีลักษณะคล้ายดอกบ๊วยแต่หากดูใกล้ๆ จะเห็นความแตกต่างที่ค่อนข้างชัดเจนคือดอกท้อจะมีกลีบดอกที่มีรูปร่างคล้ายหยดน้ำตาส่วนกลีบดอกบ๊วยจะมีลักษณะกลม ดอกท้อส่วนใหญ่จะบานประมาณกลางเดือนมีนาคม แต่ช่วงเวลา ดอกพีช การบานอาจจะแตกต่างกันไปแล้วแต่ชนิดพันธุ์และพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ กับชาดอกดาวเรือง ที่นอกจากจะเป็นดอกไม้ที่นำมาใช้ในพิธีต่างๆ แล้ว ดอกดาวเรือง ยังได้ถูกนำมาเป็นรูปแบบของชาให้ได้สรรพคุณกันแบบเต็มๆ

โดยชา ดอกพีช จะมีสารเบต้าแคโรทีนและสารลูทีน ที่ช่วยบำรุงและถนอมสายตา รักษาอาการอักเสบต่างๆ มีฤทธิ์เป็นยาเย็นแก้ร้อนใน ช่วยเพิ่มความสดชื่น จากภาวะการเครียดได้ หรือชาดอกเก็กฮวย ชาดอกบัวหลวง ชาดอกมะลิ ก็เป็นอีกหนึ่งชนิดของชาดอกไม้ที่นิยมกันมานาน สำหรับความหอมหวานของดอกมะลิ ที่มีประโยชน์ในการแก้อาการอ่อนเพลีย แก้ร้อนในกระหายน้ำ กระตุ้นการทำงานของหัวใจ เป็นพืชที่นำเข้ามาจากจีนเมื่อประมาณ 2,000 ปีก่อน ในสมัยนั้นคนญี่ปุ่นปลูกต้นท้อเพราะเชื่อว่าผลท้อมีประสิทธิภาพในการสร้างความเยาว์วัยตลอดกาลและช่วยให้มีอายุที่ยืนยาว และต้นท้อสามารถขับไล่วิญญาณชั่วร้ายออกไป ซึ่งสอดคล้องกับนิทานพื้นบ้านเรื่องโมโมทาโร่ ดอกพีช ควบคุมระดับความดันโลหิตในร่างกาย แถมยังช่วยให้นอนหลับสบายขึ้นด้วย กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกลาเวนเดอร์ที่เราคุ้นเคยกันในรูปแบบต่างๆ เมื่อเป็นในรูปแบบของชาแล้วนั้น มีความหอมแบบผ่อนคลายอยู่ไม่น้อย สรรพคุณของชาดอกลาเวนเดอร์นั้น ช่วยทำให้สมองรู้สึกสงบ บำรุงสมองให้ความจำดี ช่วยในเรื่องระบบย่อยอาหารให้ทำงานดีขึ้น และยังช่วยคลายเครียดจากอาการเหนื่อยล้า ทำให้หลับสบายขึ้นไม่แพ้ชาดอกมะลิเลย หรือชาดอกพีช ที่มีความนิยมมากในตอนนี้ มีกลิ่นหอมเฉพาะตัวสูงมาก หอมแบบไทยๆ ซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเด็กชายที่เกิดมาจากลูกท้อ และเติบโตเป็นชายหนุ่มผู้เปี่ยมไปด้วยความกล้าหาญ เมื่อเติบโตขึ้นโมโมทาโร่ได้ยินข่าวว่าปิศาจจากเกาะโอนิงะชิมะ (Onigashima) มารังความคนในหมู่บ้าน

ดอกพีช เขาจึงขออนุญาตตายายที่เลี้ยงเขามาเดินทางไปยังเกาะดังกล่าวพร้อมสหายทั้งสามคือ สุนัข ลิง และนก เพื่อปราบปิศาจและนำทรัพย์สมบัติที่ถูกปิศาจขโมยไปมาคืนให้แก่คนในหมู่บ้านได้สำเร็จ โดยชาดอกหอมหมื่นลี้มีสรรพคุณช่วยบำรุงปอด ลดคอเรสเตอรอล ลดไขมันในเส้นเลือด ช่วยขจัดพิษในร่างกาย และยังช่วยป้องกันฟันผุ และลดอาการกลิ่นปากได้อีกด้วย ถือเป็นอีกหนึ่งชนิดของชาดอกไม้ที่มีประโยชน์เต็มเปี่ยม คนญี่ปุ่นนิยมใช้ดอกท้อสีชมพูประดับแจกันบูชาตุ๊กตาในเทศกาลสำคัญ คือ เทศกาลเด็กผู้หญิง (Hina Matsuri) ซึ่งตรงกับวันที่ 3 มีนาคม ของทุกปี ในเทศกาลนี้บ้านเรือนที่มีลูกสาวจะนำตุ๊กตามาประดับไว้บนที่ชั้นที่ปูด้วยพรมแดงเพื่อภาวนาให้เด็กผู้หญิงมีความสุข มีสุขภาพที่แข็งแรง โดยทั่วไปจะมีการปลูกดอกท้อไว้ตามบ้านเรือน การบานของ ดอกพีช เป็นความสวยงามที่ไม่แตกต่างจากการบานของดอกซากุระและดอกบ๊วย สำหรับผู้อ่านที่รักดอกไม้ บอกเลยค่ะว่าช่วงฤดูใบไม้ผลิเป็นช่วงสำคัญสำหรับการชมดอกไม้สวยต่างๆ รวมทั้งดอกท้อ ทั้งนี้การชมดอกไม้ในญี่ปุ่นจะใช้การชมอย่างเดียวจริงๆค่ะ ไม่สามารถโน้มกิ่งดอกไม้มาดม หรือเด็ดดอกไม้จากต้นได้ เพราะว่าความสวยของดอกไม้คู่ควรเป็นอย่างยิ่งที่อยู่บนต้น เพื่อให้คนอื่นได้ชมด้วยกัน ดอกท้อจะบานในช่วงกลางเดือนมีนาคมจนถึงต้นเมษายน สถานที่ชมความงามดอกท้อให้น่าประทับใจก็คงเป็นแหล่งการผลิตผลท้อที่สำคัญ และขจัดสิ่งชั่วร้ายออกจากชีวิต เนื่องจากเทศกาลเด็กผู้หญิงมักจะตรงกับช่วงที่ ดอกพีช บานจึงมีการเฉลิมฉลองวันเด็กผู้หญิงผสมผสานกับช่วงฤดูดอกท้อบาน ซึ่งเรียกเทศกาลนี้ว่า Momo no sekku ดังนั้นในช่วงใกล้เทศกาลเด็กผู้หญิงตามร้านดอกไม้ทั่วไปมักจะวางจำหน่ายกิ่งท้อที่มีตาดอกใกล้บานเพื่อนำไปประดับในเทศกาลเด็กผู้หญิง

วัฒนธรรมการชม ซากุระ ญี่ปุ่น,,,!!!

ซากุระ ธรรมเนียม การชมดอกซากุระ กลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมญี่ปุ่นมาตั้งแต่ครั้งอดีตกาล ผู้คนนำเรื่องราวของดอกซากุระบานมาผูกพันเข้ากับกิจกรรมทางวัฒนธรรมต่างๆ เช่น การแต่งโคลงกลอน “วากะ” และการวาดภาพขณะชมความงามของดอกซากุระบาน อีกทั้ง มีการจัดเทศกาลต่างๆ ไปทั่วประเทศญี่ปุ่นเพื่อเป็นสัญลักษณ์ที่เล็งถึงการที่ต้นซากุระได้ผลิดอกเบ่งบานแล้ว ต้นซากุระที่แผ่กิ่งก้านจะผลัดดอกในช่วงฤดูหนาว แต่จากนั้นตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมีนาคมตลอดจนเดือนเมษายน จะกลับมาผลิดอกสีชมพูนำความมีชีวิตชีวากลับคืนมาอีกครั้ง ทำให้ได้สัมผัสถึงทัศนียภาพในแบบญี่ปุ่นอันเป็นรากเหง้าอันสง่างามของชาวญี่ปุ่น สะท้อนความเป็น “วะ” (ความเป็นหนึ่งเดียวกัน) ดอกซากุระจะร่วงหล่นประมาณ 2 สัปดาห์หลังเริ่มผลิบาน ชวนให้ผู้คนได้ระลึกถึงความไม่จีรังยั่งยืนของสรรพสิ่ง และถือเป็นเสน่ห์อีกอย่างหนึ่งของดอกซากุระบาน

พอพูดถึงซากุระ ทุกคนจะนึกภาพซากุระแบบไหนกัน ดอกไม้กลีบสีชมพู การมาเยือนของฤดูใบไม้ผลิ สัญลักษณ์ของญี่ปุ่น ซึ่งจะว่าผิดก็ไม่ใช่จะว่าถูกก็ไม่เชิง นั่นก็เพราะว่าซากุระ มีมากมายหลายประเภทยัง แต่ละประเภทก็มีสิ่งที่คล้ายๆกัน แต่ก็มีลักษณะเฉพาะตัวที่แตกต่างกันไปอยู่ด้วยนั่นเอง ในญี่ปุ่น มีตั้งแต่ซากุระป่า จนถึงซากุระสำหรับตกแต่งสวนกว่า 250 ชนิด ทั้งสี รูปร่างของกลีบ ขนาด ก็แตกต่างกันไป

วันนี้เราจะมาแนะนำ 8 สถานที่ชมซากุระสวยๆ พร้อมข้อมูลเป็นประโยชน์ จะมีที่ไหนกันบ้าง ไปดูกันเลย

  1. Nijikken Doro Sakura Namiki (二十間道路桜並木) แนวต้นซากุระที่ทอดยาวไปตามถนนสายนี้นั้นจะสวยงามที่สุดเมื่อถึงฤดูที่ซากุระเบ่งบาน ตลอดทางมีแนวต้นซากุระยาวติดต่อกันถึง 7 กิโลเมตร และซากุระเหล่านั้นยังมีหลากหลายพันธุ์แต่ละพันธุ์ก็สวยงามแตกต่างกันไป ที่นี่จึงเป็นถนนสายซากุระยอดฮิตที่ชาวฮอกไกโดมักจะแวะมาชื่นชมความงามของซากุระกันในช่วงเดือนเมษายนจนถึงปลายเดือนพฤษภาคม
  2. Hirosaki Park (弘前公園) ภายในสวนซากุระแห่งนี้มีปราสาทฮิโรซากิ (Hirosaki Castle) หลังใหญ่โตสวยงามที่ถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1611 อยู่ด้วย และบริเวณรอบ ๆ ปราสาทนี้เองที่เต็มไปด้วยต้นซากุระจำนวนมากถึง 2,500 ต้น ที่เบ่งบานต้อนรับฤดูใบไม้ผลิที่มาเยือน แน่นอนว่าสวยงามอลังการขนาดนี้ที่นี่เขาจึงจัดงานเทศกาลชมซากุระประจำปีในช่วงปลายเดือนเมษายนถึงต้นเดือนพฤษภาคมให้เราได้แวะไปเที่ยวชมด้วย
  3. Ashino Chishogun Prefectural Natural Park (芦野池沼群県立自然公園) อุทยานแห่งชาตินี้ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1958 ท่ามกลางบรรยากาศภูเขาและพื้นที่ชายฝั่งทะเลของอุทยานแห่งนี้มีต้นซากุระอยู่ถึง 2,300 ต้น ทะเลสาบและพืชพันธุ์ในอุทยานแห่งนี้ล้วนแต่เป็นส่วนประกอบที่ทำให้สามารถชมดอกซากุระได้อย่างงดงาม ซึ่งช่วงปลายเดือนเมษายนถึงต้นเดือนพฤษภาคมเป็นช่วงที่เหมาะแก่การเดินทางมาชมมากที่สุด
  4. Takamatsu Park (高松公園) พื้นที่สวนสาธาระณะอันสวยงามของสวน Takamatsu แห่งนี้เต็มไปด้วยเหล่าต้นซากุระ ยิ่งเมื่อถึงช่วงเวลาฤดูใบไม้ผลิความสวยงามของซากุระเหล่านี้ก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ เพราะทั้งสวนจะกลายเป็นภาพความงามของเหล่าต้นซากุระมากมายในสวนแห่งนี้
  5. Tenshochi Park (北上市立公園展勝地) สวนสาธารณะแห่งเมืองคิตาคามิ (Kitakami) แห่งนี้เป็นจุดชมซากุระที่มีทิวทัศน์สวยงามที่สุด ภายในสวนที่มีต้นซากุระและแม่น้ำคิตคามิที่ไหลผ่านนั้นงดงามเหนือคำบรรยายจึงไม่แปลกที่สวยสาธารณะแห่งนี้จะติดอันดับ 1 ใน 100 จุดชมวิวดอกซากุระที่สวยที่สุดในญี่ปุ่น
  6. Funaoka Castle Ruin Park (船岡城址公園・白石川堤) Funaoka Castle Ruin Park แห่งนี้ในช่วงฤดูใบไม้ผลิถือเป็นสวนสาธารณะที่สวยงามจนได้รับการโหวตให้เป็น 1 ใน 8 จุดชมซากุระที่สวยที่สุดในญี่ปุ่น แถมที่นี่ยังมีความพิเศษตรงที่เราสามารถนั่งรถรางสโลปคาร์ (Slope car) ชมความงดงามของเหล่าดอกซากุระได้อีกด้วย
  7. Senshu Park (千秋公園) สวนเซนชู (Senshu) สร้างขึ้นคู่กันมากับปราสาทคุโบตะ (Kubota) ในช่วงปี ค.ศ. 1602 ยามเมื่อถึงฤดูใบไม้ต้นซากุระราว 800 ต้นแห่งสวนนี้จะผลิดอกบานสวยงามไปทั่วทั้งบริเวณและเมื่อซากุระบานสะพรั่งก็ถึงเวลาจัดงานเทศกาลชมดอกไม้ขึ้นภายในสวนแห่งนี้ด้วย
  8. Mato Park (真人公園) สวนแห่งนี้ตั้งอยู่ในจังหวัด Akita ในช่วงฤดูใบไม้ผลินั้นต้นซากุระของที่นี่มีความงดงามไม่แพ้สวนแห่งไหนเลย หากได้นั่งชมวิวทิวทัศน์ภายในสวนไปให้ทั่วบริเวณแล้วจะพบเห็นความงามของต้นซากุระกว่า 2,000 ต้นที่เรียงรายอยู่รอบสระน้ำภายในสวน

แหล่งท่องเที่ยวฤดูหนาวที่สกีรีสอร์ทญี่ปุ่น …!!!

สกีรีสอร์ทญี่ปุ่น ช่วงฤดูหนาวของญี่ปุ่นเริ่มตั้งแต่เดือนธันวาคม – กุมภาพันธ์ และกิจกรรมที่นิยมทำกันในฤดูกาลนี้คือเล่นสกีไม่ก็แช่ออนเซ็นกลางหิมะจะได้เข้ากับบรรยากาศหนาวๆ แบบนี้ไงล่ะ ที่ญี่ปุ่นมีลานสกีในแต่ละพื้นที่ โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่ฮอกไกโด โทโฮคุ และเขตชินเอ็ทซึ (จังหวัดนากาโน่และนีงาตะ) และมีลานสกีกว่า 500 แห่งทั่วประเทศ ก่อนที่จะเที่ยวสกีรีสอร์ทญี่ปุ่น เราต้องเตรียมพร้อมให้ดีเสียก่อน

เสื้อผ้าที่ควรเตรียมก่อนไปสกีรีสอร์ทญี่ปุ่น

ควรเตรียมเครื่องกันหนาวให้พร้อมเช่นเสื้อและกางเกงแนบเนื้อด้านในสำหรับให้ความอบอุ่นกับร่างกายจำเป็นต้องมีเสื้อคลุมโอเวอร์โค๊ตหรือแจ๊กเก็ตชนิดหนาเป็นพิเศษ หากเป็นแบบกันน้ำได้ยิ่งดี ผ้าพันคอแบบหนา ถุงมือหมวกไหมพรมแบบกันหนาวได้ ถ้าหนาวมากอาจต้องมีที่ปิดหู ส่วนถุงเท้าให้ใส่แบบหนาๆ รองเท้าหุ้มข้อหรือรองเท้าบูทที่กันน้ำและหิมะได้ ควรสวมใส่เสื้อผ้าให้อบอุ่นอยู่เสมอ

การเตรียมตัวล่วงหน้าก่อนไปสกีรีสอร์ทญี่ปุ่น

แนะนำให้เตรียมออกกำลังกายยืดกล้ามเนื้อไว้ล่วงหน้าและระวังรักษาสุขภาพเนื่องจากอากาศอาจหนาวจนติดลบ

อุปกรณ์ที่ต้องเตรียมสำหรับการไปเล่นสกีรีสอร์ทญี่ปุ่น

1.เสื้อผ้าหนาสำหรับใส่เล่นสกีเช่นเสื้อคอเต่าเสื้อแขนยาวและอื่นๆ

2.กางเกงผ้าแนบเนื้อสำหรับกันหนาว(ลองจอน)

3.ถุงมือหนาและกันน้ำ

4.ถุงเท้าแบบหนาและยาว

5.หมวก

6.ถุงอุ่นหรือแผ่นแปะให้ความร้อน

7.แว่นกันแดด

วันนี้เรามี 5 สถานที่สกีรีสอร์ทญี่ปุ่นที่จะนำเสนอ ซึ่งรับรองได้ว่าท่านจะสนุกกับการเล่นสกีไปกับเราแน่นอน

  1. สกีรีสอร์ทญี่ปุ่น Gala Yuzawa Snow Report (จังหวัดนีงาตะ) สกีเซ็นเตอร์เชื่อมต่อโดยตรงกับสถานีรถไฟชินคังเซนจึงเดินทางสะดวกสบาย ถ้านั่งรถไฟชินคังเซนจากสถานีโตเกียวใช้เวลาเพียง 75 นาทีเท่านั้น รถไฟชินคังเซนJoetsuเชื่อมต่อโดยตรงกับGala Yuzawa ลงจาก「Max Tanigawa」 ออกจากช่องเสียบตั๋วรถไฟข้างหน้าก็คือเคาน์เตอร์บัตรโดยสารของลานสกีเลย
  2. สกีรีสอร์ทญี่ปุ่น Fujimi Panorama Resort(จังหวัด นากาโน่) นั่งสายชูโอแบบด่วนพิเศษจากชินจูกุใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง 15 นาที「Fujimi Panorama Resort」คอรส์นี้โดดเดนไม่เหมือนใครและฮาร์ทสโลปที่มีสัญลักษณ์รูปหัวใจนั้น เชื่อกันว่าเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของคนรัก
  3. สกีรีสอร์ทญี่ปุ่น Snowtown Yeti(จังหวัดชิสึโอกะ) นั้นนั่งรถบัสจากชินจูกุ2 ชั่วโมง40 นาที นอกเหนือไปจากสถานีชินจูกุยังสามารถนั่งรถบัสโดยตรงจากทั้งหมด 18 สถานีเช่น สถานีฮาจิโอจิ,สถานีชินากาว่า, สถานีมาจิดะ , สถานีสถานีโยโกฮาม่า เป็นต้น สามารถนั่งจากสถานีใกล้เคียงได้จึงสะดวกสุดๆเลย
  4. สกีรีสอร์ทญี่ปุ่น คารุยซาว่า Prince Snow Resorts(จังหวัดนากาโน่) นั่งชินคันเซ็นสายโฮคุริคุจากโตเกียวประมาณหนึ่งชั่วโมง「คารุยซาว่า Prince Snow Resorts」เรียกย่อๆว่าไปคารุสุกี อายุต่ำกว่าเด็กประถมฟรี มีคอรส์กระดานลื่นและท่อสไลด์เดอร์เป็นลานสกีที่พาเด็กไปด้วยนี้แฮปปี้สุดๆเลย
  5. สกีรีสอร์ทญี่ปุ่น Norn Minakami Ski Report(จังหวัด กุมมะ) นั่งชินคันเซ็นสายJoetsu จากโตเกียวประมาณหนึ่งชั่วโมงครึ่ง มี「Long nigth」ในวันอาทิตย์ถึงวันพฤหัสบดีถึง4ทุ่ม วันศุกร์และวันเสาร์ถึงเที่ยงคืน สามารถซื้อบัตรส่วนลดเพื่อให้เหมาะกับวัตถุประสงค์ของคุณได้ มีตั๋วลิฟท์หลากหลายประเภทเช่นตั๋วช่วงเช้าตรู่ ตั๋วtwilight ตั๋วรอบดึก ระดับความลาดชันค่อนข้างสูง อาจจะเหมาะกับคนที่เล่นความยากระดับกลางขึ้นไปจะสบายใจเรื่องความปลอดภัยมากกว่า

ราเมน เปิดกรุอาหารเส้นของญี่ปุ่น ที่นักท่องเที่ยวต่างต้องลิ้มลอง

เป็นบะหมี่ ราเมน ที่ถูกนำเข้ามาจากประเทศจีน โดยเอกลักษณ์ของร้านแห่งนี้อยู่ที่การใช้เส้นที่มีขนาดใหญ่กว่าเส้นสปาเก็ตตี้ทั่วไป และน้ำซุปรสชาติเข้มข้นที่ได้จากการเคี่ยวกระดูกหมูเป็นระยะเวลานาน ซึ่งในปัจจุบันได้กลายเป็น มาตรฐานของสึเคะเม็งในประเทศญี่ปุ่นอีกด้วย ปัจจุบันราเมงจีนกับญี่ปุ่นได้มีความแตกต่างกันมากขึ้นเรื่อยๆ สาเหตุก็มาจาก “น้ำซุป”ล่ะ และนี่คือเหตุผลแรกของความอร่อยของราเมน  หลายๆคนชอบกินราเมนก็เพราะว่าน้ำซุป บางคนซดน้ำซุปก่อนที่จะกินเส้นซะอีก หรือซดน้ำซุปซะหมดถ้วยเลย ก็มันอร่อยจริงๆ นี่เนอะ ร้านนี้เป็นร้านที่มีชื่อเสียงถึงขนาดที่ต้องต่อแถว ยาวเหยียดเพื่อที่จะได้ลิ้มลอง และยังถูกพูดถึงทั้งในโทรทัศน์และนิตยสารหลายครั้ง และได้กลายเป็นหนึ่งในอาหารยอดนิยมของประเทศญี่ปุ่นในทศวรรษที่ผ่านมา ราเมน มีอยู่แพร่หลายและมีราคาที่ไม่แพงเป็นสองปัจจัยหลักที่สำคัญของนักท่องเที่ยวที่มีงบประมาณจำกัด สำหรับวิธีการทำมีหลากหลายวิธีที่จะทำให้รสชาติเข้มข้น ไม่ว่าจะเป็นการผสมเครื่องปรุงต่างๆตามสูตรที่ได้เตรียมไว้ หรือแม้แต่การควบคุมอุณหภูมิที่ใช้ต้ม ซึ่งผลลัพธ์จะทำให้กลิ่นของน้ำซุปแต่ละชนิด แตกต่างกันออกไป สามารถพบได้ในแทบทุกซอกทุกมุมของประเทศญี่ปุ่น และผลิตในรูปแบบที่หลากหลาย เส้นของบะหมี่ราเม็งเป็นเส้นที่ทำมาจากแป้งสาลี และมีหลากหลายรูปแบบที่แตกต่างกัน เส้นราเม็งโดยทั่วไปจะยาวและยืดหยุ่น และยังมีอีกหลายรูปแบบที่แตกต่างกันทั้ง บาง หนา และหยัก และมีร้านราเม็งบางร้านที่คุณสามรถกำหนดเส้น ราเมน ได้ด้วยตัวคุณเอง(หนาหรือบาง) เนื้อ(ธรรมดาหรือหนา) แม้ว่าแป้งสาลีจะเป็นส่วนผสมหลักในการทำเส้นก๋วนเตี๋ยวสำหรับราเมน แต่ยังมีส่วนผสมอีกชนิดที่มีความสำคัญไม่แพ้กันนั่นก็คือ “เกลือด่าง” ที่ทำให้รสสัมผัสเส้นและสี ของเส้นก๋วยเตี๋ยวแต่ละชนิดแตกต่างกันออกไป ดังนั้นเลดี้ของแนะนำ 3 เส้นก๋วยเตี๋ยวที่ถือว่าเป็นสุดยอดของเส้นก๋วยเตี๋ยวก็ว่าได้

แม้ว่าราเม็งจะถือว่าเป็นอาหารจานเดียว แต่ร้าน ราเมน หลายๆร้านยังให้บริการอาหารอยางอื่นนอกจากราเม็งอีกด้วย ซึ่งในตาละร้านอาจจะมีความแตกต่างกัน แต่ร้านราเม็งส่วยใหญ่จะทำเกี๊ยวซ่า เป็นเกี๊ยวทอดในกระทะสไตล์จีน การสั่งแต่ละครั้งจะได้เกี๊ยว ห้า หรือ หกชิ้น ต้องจิ้มน้ำจิ้มก่อนกิน ซึ่งน้ำจิ้มประกอบด้วย ซอสถั่วเหลือง น้ำส้มสายชู และน้ำมันพริก ลักษณะเฉพาะของเส้นนี้คือ สามารถสุกได้อย่างรวดเร็ว และเมื่อใส่ในน้ำซุปจะสามารถยืดขยายได้ง่าย ทำให้ไฮโซเมนสามารถเข้ากันได้ดีกับน้ำซุป ซึ่งทั้งหมดจะมาบนโต๊ะพร้อมปรุงตามแต่ความชอบของคุณ แน่นอนว่าไม่มีอะไรเติมเต็มราเม็งชามร้อนๆได้เท่ากับเบียร์เย็นๆ การจะกินราเม็งที่ดีควรเป็นร้านเฉพาะที่ขาย ราเมน ซึ่งสามารถพบได้ทั่วไป เช่น ตามสถานีรถไป สถานบันเทิง ลักษณะเฉพาะของเส้นชนิดนี้คือ ใช้ระยะเวลานานในการต้ม สามารถห่อหุ้มน้ำซุปได้ดี มีความเหนียวนุ่ม แต่ไม่เหนอะหนะ มักจะใช้ได้มีกับ ราเมน ที่ต้องการความอร่อยจากทั้งเส้นและน้ำซุปไปพร้อมๆ กัน ตามข้างถนนที่มีคนพลุกพล่าน ร้าน ราเมน อาจจะมีทั้งแบบเคาท์เตอร์และเป็นโต๊ะ ถึงแม้ว่าจะเป็นร้านขนาดเล็กที่มีเพียงโต๊ะเดียวแต่ในร้านก็ยังมีเคาท์เตอร์ให้ยืนได้ ราเมน มักจะเป็นเมนูแนะนำของร้านอาหารอื่นๆ เช่น ร้านอาหารที่พบตามสถานที่ท่องเที่ยว ร้านเหล้าแบบญี่ปุ่น และราเม็งยังสามารถหาซื้อได้ตามร้านสะดวกซื้อและเครื่องจำหน่ายอัตโนมัติได้อีกด้วย การกินราเมงจะกินด้วยตะเกียบซึ่งมักจะมีวางอยู่ที่โต๊ะ และช้อนสไตล์จีนเพื่อที่จะใช้ ชิม และใช้ตักน้ำซุป

โดยปกติแล้วความลับของการทานที่จะมีผลต่อรสชาติของ ราเมน คือ การทานเสียงดัง คนญี่ปุ่นมักจะทานราเมนเสียงดัง ซึ่งคนทั่วไปอาจจะมองว่าเป็นการเสียมารยาท แต่ในความเป็นจริงแล้วการทานเสียงดังจะช่วยเพิ่มรสชาติของ ราเมน ที่ทานเข้าไป นอกจากนี้ยังสามารถยกชามขึ้นดื่มน้ำซุปได้โดยที่ไม่ถือว่าเป็นการเสียมารยาทอีกด้วย เส้นราเม็งจะอืดเร็ว เพราะฉะนั้นควรรับประทานทันทีที่ได้รับมา เช่นเดียวกับบะหมี่แบบอื่นๆ ในประเทศญี่ปุ่น การทำเสียง ซู้ด ในการกินราเม็งจะช่วยเพิ่มรสชาติ และช่วยให้บะหมี่เย็นขึ้นก่อนที่จะเข้าปาก ในตอนท้ายเมื่อทายเสร็จแล้วคุณไม่จำเป็นต้องยกชามขึ้นดื่มหากคุณไม่ต้องการ การทาน ราเมน เสียงดังจะช่วยกระตุ้นต่อมน้ำหลังคอไปด้านหลังของจมูก ซึ่งช่วยให้สมองตอบสนองดีต่อรสชาติ ทำให้เรามีความสุขไปกับรสชาติต่างๆ ที่ซ่อนอยู่ในน้ำซุป ไม่เพียงแต่เมนู ราเมน เท่านั้น แม้ว่ามันจะถือว่าเป็นคำชมของพ่อครัวก็ตาม ยังมีหลายรูปแบบที่จัดทำขึ้นเพื่อให้เป็นเรื่องง่ายและรวดเร็วที่จะทำที่บ้าน หรือในหอพัก หลากหลายผลิตภัณฑ์ราเม็งทั้ง ราเมน ในรูปแบบถ้วย และแบบซองที่มีขายในซุปเปอร์มาเก็ต ร้านสะดวกซื้อ ร้านนี้ขึ้นชื่อรื่องเส้นโซบะทำเองที่เหนียวนุ่ม เคี้ยวเพลิน และหอมสุดๆ เส้นโซบะเป็นมีขนาดใหญ่มากกกก ทั้งนี้เพื่อให้เข้ากับน้ำซุปกระดูกหมูและซีฟู้ดแบบพิเศษที่ข้นคลั่กแบบสะใจ

นอกจากนี้ยังมีท็อปปิ้งหมูชาชูถึง 2 ชนิดด้วยกันคือหมูชาชูย่างจนหอม นุ่มและมัน กับหมูที่ผ่านการทำให้สุกในสูญญากาศที่อุณหภูมิต่ำที่สามารถกักเก็บความชุ่มฉ่ำและรสชาติไว้ได้อย่างเต็มเปี่ยม หรือแม้กระทั่งตู้จำหน่ายอัตโนมัติ โดยง่ายที่สุดเพียงแค่เติมน้ำร้อน เท่านั้น โรงแรมในญี่ปุ่นจะมีกาน้ำร้อนให้ในห้อง เพื่อให้ราเม็งสำเร็จรูปจะเป็นตัวเลือกที่งายสำหรับนักท่องเที่ยว เกือบตลอดเวลา ก๋วยเตี๋ยวโบราณในภาษาจีนนั่นเอง อีกทั้งในประวัติศาสตร์ก็มีบันทึกด้วยว่า คนญี่ปุ่นเริ่มรู้จักบะหมี่น้ำในคริสต์ศตวรรษที่ 17 (ยุคเมจิ) จากการที่โทคุกาวะ มิทซึคุนิ ไดเมียวสมัยเอโดะ ได้รับประทานเป็นคนแรก ซึ่งในสมัยนั้น ราเมน จะถูกเรียกว่า “ชินะโซบะ” ที่แปลว่าโซบะจีน แต่ถึงอย่างนั้น ราเมน ก็ยังไม่เป็นที่รู้จักในแดนอาทิตย์อุทัยเท่าไรนัก นอกจากนี้ยังมีราเม็งประเภทราเม็งสดและเครื่องปรุงราเม็งขายอยู่ในร้านขายของชำของญี่ปุ่น เพื่อให้ง่ายและรวดเร็วกว่าการทำ แต่จะใช้เวลามากขึ้นเล็กน้อย เพื่อเตรียมความพร้อมมากกว่า ราเมน กึ่งสำเร็จรูป เพราะนอกจากจะต้องต้มเส้นให้สุกอล้วยังต้อง ชาวจีนที่ค้าขายอยู่ในประเทศญี่ปุ่น ก็หัวใสทำราเมงขายคู่กับเกี๊ยวซ่า จัดเป็นชุดขายให้คนที่ใช้แรงงานได้กินอย่างอิ่มหนำสำราญ โดยในยุคนั้นก็มีการตะโกนโฆษณาเรียกลูกค้ากันด้วย ซึ่งนั่นก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้คนญี่ปุ่นรู้จักราเมงกันอย่างแพร่หลายนับแต่นั้นเป็นต้นมา ปรุงน้ำซุปจากเครื่องปรุงสำเร็จรูปเพื่อให้ได้รสชาติที่คุณต้องการ ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ทำให้คุณสามารถเพลิดเพลินกับราเม็งคุณภาพและสะดวกเหมือนร้านอาหารในบ้านของคุณเอง โดยปัจจุบันนี้ ราเมน ก็ถือว่าเป็นอาหารเส้นดาวเด่นในประเทศญี่ปุ่น โดยเฉพาะเมื่อปี ค.ศ. 1958  โมโมฟุคุ อันโด ผู้ก่อตั้งนิชชินฟู้ดส์ได้คิดค้นดัดแปลงทำ ราเมน เป็นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ต่อยอดความนิยมของราเมงให้ไปไกลทั่วทุกพื้นที่ในญี่ปุ่น รวมมาถึงพื้นที่อื่น ๆ ในโลก เช่น ประเทศไทยของเราก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่ติดใจในรสชาติบะหมี่ญี่ปุ่น

ความรู้ด้านซ่อมบำรุงที่ช่างซ่อมบำรุงควรทราบ

ก่อนที่จะเป็นช่างซ่อมบำรุง หรือ ช่างเทคนิค ควรมีความรู้เกี่ยวกับงานและความสำคัญของการซ่อมบำรุงก่อน ถึงจะสามารถบริหารการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทราบถึงความสำคัญว่าทำไมต้องทำงานซ่อมบำรุง

งานบริหารการผลิตหรือการบริการ มักจะหลีกเลี่ยงงานเพิ่มเติมที่สำคัญงานหนึ่งคือ การซ่อมและบำรุงรักษา ไปไม่ได้ ถึงแม้ว่างานซ่อมและบำรุงรักษาไม่ใช่งานผลิตโดยตรง แต่งานซ่อมและบำรุงรักษาก็มีบทบาทช่วยให้การผลิตและการบริการขององค์กรนั้นเป็นไปอย่างราบรื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกปัจจุบันที่การผลิตและการบริการจำเป็นที่จะต้องอาศัยอุปกรณ์และเครื่องจักรมากขึ้น การที่เครื่องจักรเกิดขัดข้องขึ้นมากะทันหันหรือไม่สามารถใช้งานได้ จะทำให้มีผลกระทบโดยตรงต่อประสิทธิภาพการผลิตและการบริการนั้นๆ การที่จะได้มาซึ่งเครื่องจักรที่มีคุณภาพนั้น ต้องประกอบด้วยขั้นตอนดังต่อไปนี้

(1)   มีการออกแบบเครื่องจักรที่ดีและตรงตามความประสงค์ต่อการใช้งาน มีความเที่ยงตรงแม่นยำ รวมทั้ง สามารถทำงานได้เต็มกำลังความสามารถที่ออกแบบไว้

(2)   มีการผลิต หรือสร้างเครื่องจักรที่ให้ความแข็งแรงทนทาน สามารถทำงานได้นานที่สุด และ ตลอดเวลา

(3)   มีการติดตั้งในสถานที่ที่เหมาะสมและสะดวกต่อการใช้งาน

(4)  ช่างซ่อมบำรุงหรือช่างเทคนิค ต้องใช้งานเครื่องจักรตามคุณสมบัติและสมรรถนะของเครื่องอย่างถูกต้อง

(5)  มีระบบการบำรุงรักษาที่ดี เนื่องจากเครื่องมือเครื่องใช้เมื่อถูกใช้งานไปนาน ๆ ก็ต้องมีการ เสื่อมสภาพ ชำรุด สึกหรอ เสียหายขัดข้อง ดังนั้น เพื่อให้อายุการใช้งานเครื่องมือเครื่องใช้ยืนยาว สามารถใช้งานได้ตามความต้องการของผู้ใช้ ไม่ชำรุดหรือเสียบ่อยๆ ต้องมีช่างซ่อมบำรุง หรือ ช่างเทคนิค ต้องเข้าตรวจเช็คเครื่องจักรเครื่องมือเครื่องใช้ ในระบบการดำเนินงานด้วย จึงจะสามารถควบคุมการทำงานของเครื่องมือได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 จุดมุ่งหมายของการบำรุงรักษา

  1. เพื่อให้เครื่องมือใช้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิผล(Effectiveness)คือ  สามารถใช้เครื่องมือเครื่องใช้ได้เต็มความสามารถและตรงกับวัตถุประสงค์ที่จัดหามามากที่สุด
  2. เพื่อให้เครื่องมือเครื่องใช้มีสมรรถนะการทำงานสูงและช่วยให้เครื่องมือเครื่องใช้มีอายุการใช้งานยาวนาน เพราะเมื่อเครื่องมือได้ใช้งานไประยะเวลาหนึ่งจะเกิดการสึกหรอ  ถ้าหากไม่มีการปรับแต่งหรือซ่อมแซมแล้ว  เครื่องมืออาจเกิดการขัดข้อง  ชำรุดเสียหายหรือ  ทำงานผิดพลาด
  3. เพื่อให้เครื่องมือเครื่องใช้มีความเที่ยงตรงน่าเชื่อถือ(Reliability) คือ  การทำให้เครื่องมือเครื่องใช้มีมาตรฐาน   ไม่มีความคลาดเคลื่อนใด ๆ เกิดขึ้น
  4. เพื่อความปลอดภัย (Safety) ซึ่งเป็นจุดมุ่งหมายที่สำคัญ  เครื่องมือเครื่องใช้จะต้องมีความปลอดภัยเพียงพอต่อผู้ใช้งาน  ถ้าเครื่องมือเครื่องใช้ทำงานผิดพลาด  ชำรุดเสียหาย  ไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ  อาจจะก่อให้เกิดอุบัติเหตุ  และการบาดเจ็บต่อผู้ใช้งานได้  การบำรุงรักษาที่ดีจะช่วยควบคุมการผิดพลาด
  5. เพื่อลดมลภาวะของสิ่งแวดล้อมเพราะเครื่องมือเครื่องใช้ที่ชำรุดเสียหาย เก่าแก่  ขาดการบำรุงรักษา  จะทำให้เกิดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม  เช่น  มีฝุ่นละอองหรือไอของสารเคมีออกมา  มีเสียงดัง  เป็นต้น  ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อผู้ปฏิบัติงานและผู้ที่เกี่ยวข้อง
  6. เพื่อประหยัดพลังงานเพราะเครื่องมือเครื่องใช้ส่วนมากจะทำงานได้ต้องอาศัพลังาน  เช่น  ไฟฟ้า  น้ำมันเชื้อเพลิง  ถ้าหากเครื่องมือเครื่องใช้ได้รับการเข้าตรวจซ่อมจากช่างซ่อมบำรุง หรือ ช่างเทคนิคให้อยู่ในสภาพดี  เดินราบเรียบไม่มีการรั่วไหลของน้ำมัน  การเผาไหม้สมบูรณ์  ก็จะสิ้นเปลืองพลังงานน้อยลง  ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายลงได้

การป้องกันอุบัติเหตุในงานซ่อมบำรุง
โรงงานต่างๆ ควรปฏิบัติดังนี้

1.ต้องเปลี่ยนทัศนคติต่อความปลอดภัยและอุบัติเหตุในงานซ่อมบำรุงเสียใหม่ตั้งแต่ระดับผู้จัดการไปจนถึง ช่างซ่อมบำรุงหรือช่างเทคนิคปฏิบัติการ โดยต้องยอมรับว่าอุบัติเหตุในโรงงานซึ่งเกิดขึ้นในขณะซ่อมบำรุง หรือเนื่องจากการซ่อม บำรุงนั้น เป็นตัวบ่งชี้ว่าได้ว่าเกิดความบกพร่องในการบริหารงานซ่อมบำรุงขึ้นแล้ว การสร้างความปลอดภัยเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบโดยตรงของผู้บริหารงานช่างซ่อมบำรุงหรือช่างเทคนิค ร่วมกับผู้บริหารในฝ่ายการผลิต

2.ต้องออกนโยบายคำสั่ง หรือประกาศว่าด้วยมาตรฐานการทำงาน ด้านซ่อมบำรุงอย่างถูกวิธีและปลอดภัย

3.ต้องมีการทำความเข้าใจกันเป็นอย่างดีในระหว่างเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตกับช่างซ่อมบำรุงหรือช่างเทคนิคโดยเฉพาะการเข้าใจในหลักการอำนาจและความรับผิดชอบของแต่ละฝ่ายโดยเฉพาะอย่างยิ่งการติดต่อสื่อสาร

4.ช่างซ่อมบำรุงหรือช่างเทคนิค ต้องจัดทำแผนงานระยะยาวของโครงการ การซ่อมบำรุงแบบป้องกัน ในระดับโรงงานขึ้นไป

5.ต้องพยายามเปลี่ยน สถานภาพจากการซ่อมบำรุงแบบไล่ตาม ไปเป็นการซ่อมบำรุงแบบป้องกันโดยเร็ว

6.ต้องศึกษาข้อมูลทางเทคนิคของเครื่องจักรและอุปกรณ์ต่างๆ ที่มีการใช้งานอยู่แล้ว จัดทำมาตรฐาน การใช้งานและการซ่อมบำรุง พร้อมกับคัดเลือกข้อห้ามหรือข้อควรระวังในด้านความปลอดภัยจัดทำเป็นแผ่นป้าย โลหะ หรือ พลาสติก ติดตั้งไว้ ที่จุดที่เกิดอันตรายต่าง ๆ

7.ต้องกำหนดเขตต่าง ๆในโรงงาน แล้วแบ่งเป็น เขตหวงห้าม เขตควบคุม เขตทั่วไป หรือชื่ออื่นๆตามความ เหมาะสม ในกรณีที่พนักงานในฝ่ายซ่อมบำรุงมีจำนวนมาก มีอายุงาน ตลอดจนประสบการณ์ และความชำนาญเฉพาะด้านที่แตกต่างกันต้องมีการจัดแบ่งเกรดหรือจัดกรุ๊ปช่างซ่อมบำรุง แล้วแบ่งเขตงานรับผิดชอบ ให้ชัดเจน พนักงานใหม่ต้องได้รับการอบรมจากช่างซ่อมบำรุงหรือช่างเทคนิคอย่างเพียงพอ และในการเข้าทำงานต้องมีหัวหน้าที่ชำนาญคอยดูแลอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา

รูปแบบ และประเภทที่พักญี่ปุ่น…!!!

ที่พักญี่ปุ่น ค่อนข้างจะมีผู้ใช้บริการเต็มแน่นเกือบตลอดปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโตเกียว และเกียวโต หากเป็นไปได้กรุณาจองที่พักญี่ปุ่นของท่านล่วงหน้าก่อนออกเดินทางจากประเทศของท่าน โดยจองผ่านบริษัทนำเที่ยวของญี่ปุ่น ตลอดจนสายการบินบางบริษัท หรือสำนักงานรับจองของเครือข่ายโรงแรมนานาชาติ รายชื่อสมาชิกของสมาคมโรงแรมแห่งประเทศญี่ปุ่นเรียกว่า “โฮเต็ล อิน เจแปน” มีไว้บริการที่สำนักงาน องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวญี่ปุ่น(JNTO) ค่าบริการและภาษี โดยทั่วไปในค่าห้อง ค่าอาหาร ค่าเครื่องดื่มและค่าบริการอื่นๆ ต่อหนึ่งท่านต่อคืน ประมาณ 15,000 เยนหรือน้อยกว่า ทางโรงแรมจะบวกค่าภาษี 5% เข้าไปในบิลด้วย ส่วนโรงแรมในโตเกียว หากค่าบริการต่างๆ เหล่านั้น เกิน 10,000 เยน แต่ไม่เกิน 15,000 เยน จะต้องบวกภาษีที่พักอีก 100 เยนหรือบวกอีก 200 เยน สำหรับค่าที่พักญี่ปุ่นที่มีอัตรา 15,000 เยนขึ้นไป โรงแรมชั้นดีจะบวกค่าบริการเอาไว้ระหว่าง 10-15% แทนการรับทิป ส่วนโรงแรมแบบญี่ปุ่นตามปกติจะบวก ค่าบริการไว้ประมาณ 10-20% แต่โรงแรมแบบบิสซิเนสโฮเต็ล, มินชุกุ, เพนชั่น และบ้านพักเยาวชนจะไม่มีการบวกค่าบริการ

วันนี้เราจะมาแนะนำ 7 รูปแบบ และประเภทที่พักญี่ปุ่นมาเสนอให้กับนักท่องเที่ยว เพื่อเป็นแนวทางประกอบการหาที่พัก เพื่อไปท่องเที่ยวในญี่ปุ่นกัน

  1. โรงแรม ถ้าคุณวางแผนมาเที่ยวญี่ปุ่นไม่กี่วันและต้องการความสะดวกสบาย เราขอแนะนำให้พักที่โรงแรม นอกจากจะสามารถจองได้ง่ายๆผ่านอินเทอร์เน็ตแล้ว ยังสามารถอ่านรีวิวที่ลูกค้าคนอื่นๆเขียนไว้ได้อีกด้วย
  2. โรงแรมแคปซูล โรงแรมแคปซูลเป็นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของประเทศญี่ปุ่น เป็นโรงแรมที่ซาลารี่แมนญี่ปุ่นนิยมมาใช้บริการกันเป็นประจำ ลักษณะของที่พักญี่ปุ่นจะมีเพียงห้อง หรือตู้เล็กๆ ที่มีขนาดพอสำหรับคนหนึ่งคนนอนเท่านั้น และแบ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนมาค้างที่โรงแรมแคปซูลแทนโรงแรมธรรมดาคือราคาที่ถูกกว่าโรงแรมทั่วไป
  3. เรียวกัง คือโรงแรมสไตล์ญี่ปุ่น ห้องพักปูด้วยเสื่อทาทามิ ประตูบานเลื่อน ที่นอนแบบฟุตง ห้องอาบน้ำรวม และอาหารเซ็ตญี่ปุ่น เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลิ้มรสชาติบรรยากาศแบบญี่ปุ่น แต่ว่าเรียวกังจะมีราคาที่ค่อนข้างสูง และอาจหาพักยากกว่าโรงแรมทั่วไปโดยเฉพาะในกลางเมืองอย่างโตเกียว
  4. Airbnb คือการเช่าอพาร์ทเมนท์หรือห้องพักโดยตรงจากเจ้าของบ้าน วิธีการจองคล้ายๆกับจองโรงแรม แต่ Airbnb จะมีความเป็นส่วนตัวมากกว่า ถ้าคุณจองอพาร์ทเมนท์ทั้งตึก คุณก็จะสามารถกลับมาพักเมื่อไรก็ได้ นอกจากนี้ที่พักญี่ปุ่นแบบนี้ยังสามารถทำอาหารกินเองหรือชวนเพื่อนมาได้อีกด้วย
  5. โฮมสเตย์ สำหรับคนที่เรียนภาษาญี่ปุ่น โฮมสเตย์เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีสำหรับคนที่สนใจที่พักญี่ปุ่นที่จะได้สัมผัสกับวัฒนธรรม รวมถึงพูดคุยแลกเปลี่ยนกับคนญี่ปุ่น โฮสท์จะเตรียมอาหารให้ รวมถึงพาเราไปเที่ยวหรือทำกิจกรรมต่างๆ จึงไม่ต้องกลัวว่าจะเหงา
  6. แชร์เฮ้าส์ / เกสท์เฮ้าส์ เป็นที่พักญี่ปุ่นที่คนที่ย้ายมาทำงานหรือเรียนที่ญี่ปุ่นครั้งแรกมักจะเลือกพัก มีทั้งห้องสำหรับอยู่คนเดียว และห้องที่แชร์กับคนอื่น แชร์ห้องน้ำและห้องครัว รวมถึงพื้นที่ส่วนกลางซึ่งจะมีคนมาคอยทำความสะอาดให้เรื่อยๆ ค่าที่พักจะจ่ายเป็นรายเดือน บางที่อาจจะมีค่าแรกเข้าครั้งแรกราคาเท่าๆกับค่าเช่าหนึ่งเดือน
  7. อพาร์ทเมนท์ส่วนตัว สำหรับคนที่มาอยู่ญี่ปุ่นนานและต้องการความเป็นส่วนตัว อพาร์ทเมนท์เป็นหนึ่งในทางเลือกที่พักญี่ปุ่นที่ดีที่สุด คุณสามารถเลือกรูปแบบอพาร์ทเมนท์ได้ มีตั้งแต่ห้องขนาดใหญ่ไปจนถึงห้องคับแคบแบบพอมีที่ซุกหัวนอน และสามารถหาพักได้แทบทุกแห่งในเมือง

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับอาชีพ ช่างเทคนิค อิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์

ก่อนจะรู้จักกับ ช่างเทคนิค อิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ ขอแนะนำคำว่า อิเล็กทรอนิกส์ (อังกฤษ: Electronics) ก่อน อิเล็กทรอนิกส์ เป็นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ประกอบด้วยอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เป็น active component เช่นหลอดสูญญากาศ, ทรานซิสเตอร์, ไดโอด และ Integrated Circuit และ ชิ้นส่วน พาสซีฟ (อังกฤษ: passive component) เช่น ตัวนำไฟฟ้า, ตัวต้านทานไฟฟ้า, ตัวเก็บประจุ และคอยล์ พฤติกรรมไม่เชิงเส้นของ active component และความสามารถในการควบคุมการไหลของอิเล็กตรอนทำให้สามารถขยายสัญญาณอ่อนๆให้แรงขึ้นเพื่อการสื่อสารทางภาพและเสียงเช่นโทรเลข, โทรศัพท์, วิทยุ, โทรทัศน์ เป็นต้น อิเล็กทรอนิกส์ถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในการสื่อสารข้อมูลโทรคมนาคม ความสามารถของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทำหน้าที่เป็นสวิทช์ปิดเปิดวงจรถูกนำไปใช้ในวงจร ลอจิกเกต ซึ่งเป็นส่วนสำคัญหลักในระบบคอมพิวเตอร์ นอกจากนั้น วงจรอิเล็กทรอนิกส์ยังถูกนำไปใช้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน ในการส่งพลังงานไฟฟ้าเป็นระยะทางไกลๆ การผลิตพลังงานทดแทน และอุตสาหกรรมต่างๆอีกมาก+

อิเล็กทรอนิกส์แตกต่างจากวิทยาศาสตร์ไฟฟ้าและเทคโนโลยีเครื่องกลไฟฟ้า โดยจะเกี่ยวข้องกับการสร้าง, การกระจาย, การสวิทช์, การจัดเก็บและการแปลงพลังงานไฟฟ้าไปและมาจากพลังงานรูปแบบอื่น ๆ โดยใช้สายไฟ, มอเตอร์, เครื่องกำเนิดไฟฟ้า, แบตเตอรี่, สวิตช์, รีเลย์, หม้อแปลงไฟฟ้า ตัวต้านทานและส่วนประกอบที่เป็นพาสซีพอื่นๆ ความแตกต่างนี้เริ่มราวปี 1906 เป็นผลจากการประดิษฐ์ไตรโอดโดยลี เดอ ฟอเรสท์ ซึ่งใช้ขยายสัญญาณวิทยุที่อ่อนๆได้ ทำให้เกิดการออกแบบและพัฒนาระบบการรับส่งสัญญาณเสียงและหลอดสูญญากาศ จึงเรียกสาขานี้ว่า “เทคโนโลยีวิทยุ” จนถึงปี 1950

ปัจจุบัน คอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีความสำคัญไม่แพ้อย่างอื่น ช่างเทคนิค อิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการสร้าง/ซ่อมบำรุง การใช้ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ โดยช่างเทคนิค อิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ ต้องรู้จักวงจรคอมพิวเตอร์ที่เป็นวงจรดิจิทัลเป็นวงจรไฟฟ้าที่ทำงานกับสัญญาณที่มีระดับแรงดันไฟฟ้าที่ไม่ต่อเนื่อง วงจรดิจิทัลเป็นตัวแทนทางกายภาพที่พบบ่อยที่สุดของพีชคณิตบูลีนและเป็นพื้นฐานของดิจิทัลคอมพิวเตอร์ทั้งหมด วิศวกรส่วนใหญ่เข้าใจคำว่า “วงจรดิจิทัล” “ระบบดิจิทัล” และ “ลอจิก” สามารถใช้แทนกันได้ วงจรดิจิทัลส่วนใหญ่ใช้ระบบเลขฐานสองที่มีสองระดับแรงดันไฟฟ้าที่มีความหมายเป็น “0” และ “1” โดยที่ “0” มักจะเป็นแรงดันไฟฟ้าที่ต่ำกว่า ในขณะที่ “1” จะเป็นแรงดันไฟฟ้าที่สูงกว่า แต่บางระบบอาจจะใช้สลับกัน ระบบเทอร์นารี (สามระดับ) อยู่ในระหว่างการศึกษาและพัฒนาเครื่องต้นแบบ เครื่องคอมพิวเตอร์ทั่วไป นาฬิกาอิเล็กทรอนิกส์และควบคุมโปรแกรมลอจิก (Programmable Logic Control, PLC)(ใช้ในการควบคุมกระบวนการทางอุตสาหกรรม) ก็ถูกสร้างขึ้นมาจากวงจรดิจิทัล การประมวลผลสัญญาณดิจิทัลเป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง

ลักษณะการทำงานโดยทั่วไปของช่างเทคนิค อิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ ทำงานทางเทคนิคภายใต้การแนะนำ และควบคุมของวิศวกรอิเล็กทรอนิกส์  โดยใช้ทฤษฎีอิเล็กทรอนิกส์ หลักของวงจรไฟฟ้า  วิธีการทดสอบไฟฟ้า คณิตศาสตร์ทางวิศวกรรม และวิชาการที่เกี่ยวข้องกันมาใช้ผลิต ก่อสร้าง ติดตั้ง ทดสอบ ใช้และ บำรุงรักษา พัฒนา   แก้ไขเปลี่ยนแปลง และซ่อมระบบอิเล็กทรอนิกส์   อุปกรณ์และส่วนประกอบต่างๆ ปฏิบัติงานหลักมูลฐานเช่นเดียวกับช่างเทคนิคไฟฟ้า  แต่ชำนาญงานเกี่ยวกับระบบโทรคมนาคม  อุปกรณ์และส่วนประกอบต่างๆ อาจชำนาญงานโทรคมนาคมระบบอิเล็กทรอนิกส์ หรืองานอิเล็กทรอนิกส์สาขาอื่นๆ  และอาจมีชื่อเรียกตามงานที่ทำ ซึ่งสามารถจำแนกลักษณะงานได้ ดังนี้ เป็นนักวิชาการหรือช่างเทคนิคที่ปฏิบัติงานในระบบอิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่ งานอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ  งานระบบสื่อสารวิทยุ บำรุงรักษา  และตรวจซ่อมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องระบบสื่อสาร ควบคุมเครื่อง  และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ หรือสื่อสารโทรคมนาคมด้วย เทคโนโลยีชั้นสูงและเฉพาะงาน วิเคราะห์  วางแผน  ควบคุม  โครงงานทางด้านเครื่องมือ และอุปกรณ์ อิเล็กทรอนิกส์ช่างเทคนิค อิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ ยังต้องประเมินผลงานและเขียนรายงานได้อย่าง เป็นระบบ เป็นผู้ประสานงานระหว่างวิศวกร และช่างฝีมือในการสั่งการ  การควบคุม  การตรวจสอบ และวิเคราะห์ปัญหาในงานอิเล็กทรอนิกส์ ตรวจสอบคุณภาพชิ้นส่วน  หรือเครื่องใช้อิเล็กทรอนิกส์จากงานการผลิต  ก่อนนำบรรจุส่งออกตลาด

ช่างเทคนิค อิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์  สามารถเลือกทำงานได้ทั้งในภาคราชการ รัฐวิสาหกิจ  หรือทำงานส่วนตัวและกับหน่วยงานในองค์กรเอกชนอื่นๆ  เช่น  สถานประกอบกิจการต่างๆ  โรงงานผลิตวิทยุ  โทรทัศน์  โรงงานอุตสาหกรรมทั่วไป  ที่ต้องใช้เครื่องมือ  หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สายการบิน  การเดินเรือทะเล  เป็นต้น ได้รับค่าตอบแทนการทำงานเป็นเงินเดือนตามวุฒิการศึกษาช่างเทคนิค อิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ และประสบการณ์ในการทำงาน อัตราเงินเดือนของผู้ประกอบอาชีพนี้ในภาคเอกชนขึ้นอยู่กับประสบการณ์  ความสามารถ  และความชำนาญงาน นอกจากค่าตอบแทนในรูปเงินเดือนแล้ว อาจได้รับค่าตอบแทนในรูปอื่น เช่น ค่ารักษาพยาบาล    เงินสะสม เงินช่วยเหลือสวัสดิการ    รูปแบบต่างๆ เงินโบนัส ค่าล่วงเวลา เครื่องมือเครื่องใช้และอุปกรณ์ในการทำงาน เป็นต้นผู้ปฏิบัติงานอาชีพนี้ทำงานวันละ 8-9 ชั่วโมง อาจทำงานล่วงเวลา วันเสาร์ วันอาทิตย์ และวันหยุดตามความจำเป็นเร่งด่วน

การเตรียมตัวเป็น ช่างเทคนิค อิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ สำหรับผู้ที่สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 สามารถเข้าศึกษาต่อระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.)  สาขาวิชาช่างไฟฟ้าหลักสูตร 3 ปี เมื่อสำเร็จการศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) สามารถสมัครงานประกอบอาชีพนี้หรือเข้าศึกษาต่อระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง(ปวส.) หลักสูตร 2 ปี  ประเภทวิชาช่าง อุตสาหกรรมสาขาวิชาช่างอิเล็กทรอนิกส์ ในสถานศึกษาสังกัดกรมอาชีวศึกษาหรือสถาบันเทคโนโลยีราชมงคลหรือสาขาวิชาไฟฟ้าในวิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ

สำหรับแรงงานใหม่ที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป จบการศึกษามัธยมศึกษาปีที่ 3 หรือเทียบเท่าขึ้นไปฝึกใน  สพร. หรือ ศพจ. 10 เดือน  และฝึกในสถานประกอบการอีก 2 เดือนรวมระยะเวลาฝึกทั้งหมด 12  เดือน  จึงจะได้รับวุฒิบัตรพัฒนาฝีมือแรงงาน (วพร.) แนวการฝึกเน้นภาคปฏิบัติ  70% ความรู้ความสามารถที่ผู้รับการฝึกจะได้รับจากการฝึกได้แก่  ไฟฟ้าโรงงาน เครื่องมือทดสอบและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ระบบดิจิตอลและไมโครโปรเซสเซอร์  เครื่องจ่ายไฟ  และเครื่องควบคุมระบบควบคุมเรียงลำดับความปลอดภัยในการทำงานและโครงงานอิเล็กทรอนิกส์