ขอบเขตงานของผู้จัดการศูนย์บริการมาตรฐานนิสสัน

งานในศูนย์บริการถือเป็นงานบริการหลังการขาย โดยจะมี “ผู้จัดการศูนย์บริการ” ดูแลงาน
Service adviser (S.A.) ทำหน้าที่รับรถ แจ้งรายละเอียดกับลูกค้า เป็นด่านหน้ารับเรื่องราวร้องทุกข์จากเจ้าของรถ  หลังจากนั้นจะทำการแปลคำพูดรายละเอียดลงเอกสาร จ่ายงานให้กับ “ช่าง” ในศูนย์บริการ
เมื่อช่างรับรถไปจะทำการตรวจสอบ พร้อมแจ้งสาเหตุกลับมาที่ผู้จัดการศูนย์บริการ เพื่อให้แจ้งและขอคำอนุมัติสั่งซ่อมจากลูกค้า โดยผู้จัดการศูนย์บริการ ต้องทำใบประเมินราคาการซ่อมพร้อมกำหนดระยะเวลาการซ่อมเสนอไปให้ลูกค้าด้วย

จากนั้นเมื่อลูกค้าสั่งซ่อมรถ ผู้จัดการศูนย์บริการ จะส่งรายละเอียดอะไหล่ที่จำเป็นต้องใช้ไปให้ “เจ้าหน้าที่อะไหล่” จากนั้นเจ้าหน้าที่อะไหล่จะจัดอะไหล่ออกมาให้จาก คลังอะไหล่ โดยมีเลขสั่งซ่อมกำหนดลงไปในอะไหล่แต่ละชุดเพื่อป้องกันการผิดพลาดในการนำไปใช้

หลังจากนั้นช่างซ่อมจะรับอะไหล่ไปทำการซ่อมรถให้ลูกค้า เมื่อซ่อมเสร็จจะจัดส่งรถให้กับหัวหน้าช่าง(Final inspector) ตรวจสอบงานซ่อมก่อนส่งมอบอีกครั้งหลังจากทำการตรวจสอบครั้งสุดท้ายเรียบร้อย รถจะถูกส่งไปทำความสะอาดก่อนส่งมอบคืนแก่ลูกค้า

ในช่วงที่รถทำความสะอาดอยู่นั้น ผู้จัดการศูนย์บริการ จะแจ้งรายงานการซ่อมพร้อมค่าใช้จ่ายให้ลูกค้าทราบ และพาลูกค้าไปชำระเงินกับ แคชเชียร์ เมื่อจ่ายเงินเสร็จและรถล้างเสร็จแล้ว ผู้จัดการศูนย์บริการ จะพาลูกค้ามาส่งที่รถพร้อมสรุปงานซ่อมให้ฟังอีกรอบก่อนส่งมอบรถคืนลูกค้า

เมื่อรถซ่อมเสร็จแล้วหน้าที่ของศูนย์บริการจะยังไม่จบ เพราะหลังจากลูกค้ารับรถไปแล้ว 1 วัน เจ้าหน้าที่ลูกค้าสัมพันธ์ จะโทรติดตามความพึงพอใจลูกค้าหลังเข้ารับบริการ ในบางที่จะมีการโทรติดตามเป็นระยะหลังจากนี้ด้วย

จากนั้นส่วนใบเสร็จกับเงินที่ลูกค้าจ่ายจะถูกส่งไปให้กับ “เจ้าหน้าที่การเงิน” และ “เจ้าหน้าที่บัญชี” โดย เจ้าหน้าที่อะไหล่ จะส่งเอกสารเกี่ยวกับรายการอะไหล่ที่ใช้ในรถคันเดียวกันไปให้เพื่อให้ผู้ตรวจสอบความถูกต้อง  ผู้จัดการศูนย์บริการจะส่งใบสรุปงานไปด้วยเพื่อตรวจสอบค่าแรง ค่าอะไหล่ ไปให้ทั้งสองแผนก

หน้าที่ของฝ่ายการเงินก็จะรู้กระแสเงินสดของบริษัทอยู่แล้ว ส่วนของงานบัญชีก็จะต้องจัดการด้านภาษี งานตรวจสอบยอดต่างๆให้ตรงกัน ให้ถูกต้อง  หากในการใช้งานอุปกรณ์ต่างๆในศูนย์บริการมีปัญหา จะเป็นส่วนของเจ้าหน้าที่ธุรการช่วยดูแล

รายละเอียดของงานผู้จัดการศูนย์บริการมาตรฐานนิสสัน

1.ควบคุม ดูแลและบริหารงานทั้งระบบในศูนย์บริการซ่อมรถยนต์นิสสัน ศูนย์บริการมาตรฐานนิสสันมีการให้บริการที่หลายหลาย ทั้งบริการการซ่อมรถเสียฉุกเฉิน การให้คำปรึกษาทางด้านเทคนิค และบริการช่วยเหลือฉุกเฉินทางการแพทย์ เป็นต้น

2.ผู้จัดการศูนย์บริการมาตรฐานนิสสันจะต้องบริหารโครงการตามเป้าหมายและนโยบายของบริษัทให้บรรลุเป้าหมายในแต่ละไตรมาส

3.สร้างภาพลักษณ์ในการบริการที่ดีให้เกิดความประทับใจกับลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการที่ศูนย์บริการ ด้วยศูนย์บริการของนิสสันมีคอนเซ็ปที่ว่า ทั้งหมดของการบริการเพื่อคุณ จากนาทีที่คุณได้ครอบครองรถยนต์นิสสันคันนี้ เรามุ่งมั่นที่จะช่วยคุ้มครองดูแลคุณ หนึ่งในความคุ้มครองนั้นคือ “บริการ 24 ชั่วโมง ช่วยเหลือรถเสียฉุกเฉิน” ฟรีเป็นระยะเวลา 3 ปี เพื่อให้คุณมั่นใจได้ว่า แม้จะเกิดเหตุขัดข้อง ในระหว่างการเดินทาง และต้องการความช่วยเหลือ เราจะอยู่เคียงข้างคุณ ในทุกที่ที่คุณต้องการ”  ดังนั้น ผู้จัดการศูนย์บริการมาตรฐานนิสสันต้องให้ความสำคัญกับการบริการหลังการขายเป็นอย่างมาก เนื่องจากลูกค้าหลายรายให้ความสนใจกับการบริการหลังการขาย  การที่ลูกค้าจะตัดสินใจซื้อหรือไม่ซื้อรถ  การบอกต่อจากลูกค้าเก่าเป็นสิ่งที่สำคัญ  ในเมื่อบริษัทมีนโยบายเช่นนี้ ผู้จัดการศูนย์บริการมาตรฐานนิสสัน ก็จะต้องปฏิบัติงานเพื่อให้มีผลงานสอดคล้องกันด้วย

  1. ผู้จัดการศูนย์บริการมาตรฐานนิสสัน ต้องดูแลขั้นตอนการทำงานของศูนย์บริการช่าง อะไหล่ มีอุปกรณ์ในการซ่อมที่ครบครันทันสมัยและออกแบบมาใช้กับรถนิสสันโดยเฉพาะ และใช้อะไหล่แท้ทุกชิ้น

5.ผู้จัดการศูนย์บริการมาตรฐานนิสสัน ต้องควบคุมการทำงานการซ่อมรถลูกค้า  โดยส่วนมากเมื่อซื้อรถไปแล้ว หากรถเสียลูกค้าก็จะนิยมเอารถเข้าศูนย์เพื่อซ่อม ดังนั้น การบริการซ่อมรถของศูนย์ซ่อมจะต้องมีประสิทธิภาพ  ช่างซ่อมจะต้องชำนาญ มีฝีมือแก้ไขปัญหาตรงจุด  มีความรู้และเข้าใจระบบรถนิสสันเป็นอย่างมาก

6.ทำหน้าที่หาลูกค้าเข้าศูนย์บริการ การเป็นผู้จัดการศูนย์บริการมาตรฐานนิสสัน นอกจากหน้าที่ในการบริหารแล้วยังต้องทำหน้าที่ในการหาลูกค้าให้เข้ามาใช้บริการศูนย์บริการด้วย เพราะศูนย์บริการจะมีผลประกอบดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับปริมาณลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการเป็นสำคัญ  ทั้งนี้การหาลูกค้าให้มาเข้าศูนย์บริการนั้น หากศูนย์มีบริการที่ดีและมีช่างที่มีฝีมืออยู่แล้วก็ย่อมไม่ยากที่จะหาลูกค้าใหม่ๆให้มาใช้บริการได้

  1. ต้องรายงานสถานะการทำงานให้ฝ่ายบริหารทราบ

8.กำหนดเป้าหมายในการทำงาน ผู้จัดการศูนย์บริการมาตรฐานนิสสันต้องสามารถกำหนดเป้าหมายให้ชัดเจนเป็นรูปธรรม เพื่อให้พนักงานในศูนย์บริการทุกคนมีเป้าหมายในการทำงานและไปในทิศทางเดียวกัน

9.จัดสรรกำลังพลให้เหมาะสมกับงาน เมื่อมีพนักงานลางาน รวมทั้งจัดภาระงานในแต่ละตำแหน่งให้มีความเหมาะสมพอดี

คุณสมบัติโดยรวมของผู้สนใจสมัครเป็นผู้จัดการศูนย์บริการมาตรฐานนิสสัน

1.วุฒิการศึกษา ระดับปริญญาตรี ขึ้นไป

2.มีประสบการณ์ด้านการตลาด หรือบริหารอย่างน้อย 5 ปีขึ้นไป

3.หากมีประสบการณ์ด้านสายงานรถยนต์ จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ

4.สามารถใช้คอมพิวเตอร์ และโปรแกรม Ms Office ได้ดี

5.มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี มีใจรักงานบริการ สามารถสื่อสารกับลูกค้าได้ดี

6.สามารถแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ดี

7.สามารถทนรับแรงกดดันและคำวิพากษ์วิจารณ์ได้

ช่างติดตั้งไม้ลามิเนต อาชีพที่สามารถหางานได้ไม่ยาก !!!

อาชีพช่างติดตั้งไม้ลามิเนตเป็นอาชีพที่สามารถหางานทำได้ไม่ยาก เนื่องจากในร้านขายวัสดุก่อก่อสร้างและโรงงานทำเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ก็มีความต้องการช่างติดตั้งไม้ลามิเนตที่มีฝีมือดีอยู่เสมอ ซึ่งในการทำอาชีพช่างไม้นั้น ผู้ประกอบอาชีพจะต้องมีความรู้ความเข้าใจและทักษะในการทำงานไม้ สามารถอ่านแบบได้ และมีความขยัน อดทนและเอาใจใส่ชิ้นงานไม้ทุกชิ้น เพื่อให้งานออกมาดีที่สุด นอกจากนี้แล้วช่างติดตั้งไม้ลามิเนตยังต้องรู้จักเลือกสรรเครื่องมือที่ใช้ทำงานไม้ที่เหมาะสม และดูแลเครื่องมือในการทำงานอย่างถูกวิธีเพราะเครื่องมือนับได้ว่าเป็นส่วนสำคัญอย่างหนึ่งของช่างติดตั้งไม้ลามิเนต เครื่องมือของช่างติดตั้งไม้ลามิเนตโดยทั่วไป สามารถแบ่งออกได้เป็นสามชนิด คือ 1.เครื่องมือช่างไม้ประเภททั่วไป เช่น เครื่องมือวัดขนาดและกำหนดตำแหน่ง ฉาก ตลับเมตร ดินสอ ขอขีด เป็นต้น 2. กลุ่มเครื่องมือช่างไม้ที่ใช้ไฟฟ้า หรือเครื่องมือกล เช่น เครื่องทริมเมอร์ เครื่อง router ที่ใช้ในการตีบัว ทำลวดลาย เครื่องเลื่อยวงเดือน ที่ใช้ในการตัดไม้ ซอยไม้ เป็นต้น 3.เครื่องมือช่างไม้อีกชนิดหนึ่งคือ เครื่องมือที่ใช้ลม เช่น ปั๊มลม ปืนลมที่ใช้ในการยิงตะปูหรือลวดลงไปบนชิ้นงาน การพ่นสี สว่านลม เป็นต้น

ในปัจจุบันทั้งคอนโดฯ เเละบ้านจัดสรรหันมาเลือกปูพื้นด้วยพื้นไม้ลามิเนตกันเป็นแทบทั้งหมด เพราะไม้จริงหายากขึ้น และไม้ลามิเนตก็มีข้อดีที่มาทดแทนกันได้ เช่น ลักษณะคล้ายไม้จริง ลวดลายสีสันก็มีให้เลือกเยอะ สีไม่ซีดจาง สะดวกต่อเวลาทำงานมาก เพราะติดตั้งง่าย สะดวก รวดเร็ว หน้างานไม่เลอะเทอะ และหลังจากติดตั้งเสร็จเเล้วสามารถใช้งานได้ทันที เเต่เหตุผลที่สำคัญที่สุดก็คือถูกกว่าไม้จริง 4-5 เท่าดังนั้นงานช่างติดตั้งไม้ลามิเนตในปัจจุบันจึงหาได้ไม่ยาก
จากข้อมูลเบื้องต้นจะเห็นว่ามีข้อดีเยอะมาก แต่ก็ไม่ได้ดี 100% เเน่นอน เพราะข้อเสียก็มีไม่น้อยเช่นกัน โดยเฉพาะถ้าติดตั้งไม่ดี หรือใช้งานไม่ถูกวิธี อาจจะพังง่ายเช่นกัน

การใช้ไม้ลามิเนตต้องระวังเรื่องใดบ้าง?
1)พื้นไม้ลามิเนตมีความยืดหยุ่นน้อยกว่าไม้จริงจึงไม่ถูกกับอากาศร้อน ดังนั้นห้องที่ปูด้วยลามิเนตต้องเปิดหน้าต่างเป็นประจำเพื่อให้อากาศถ่ายเท  ไม่เช่นนั้นรอยต่อพื้นอาจบวม โก่ง หรือยุบยวบได้เช่นกัน
2)พื้นไม้ลามิเนตยังไม่ถูกกับความชื้น เช่น ชื้นเพราะมีน้ำรั่วซึมจากกรอบหน้าต่าง  พื้นหน้าห้องน้ำ หรือความชื้นจากใต้พื้นคอนกรีต ความชื้นเหล่านี้สามารถทำให้พื้นบวมพองได้
3) พื้นไม้ลามิเนตต้องทำความสะอาดอย่างถูกวิธี โดยใช้ผ้าชุบน้ำบิดแบบหมาดๆ จนถึงแห้ง หรือใช้เครื่องดูดฝุ่นเท่านั้น การใช้ผ้าเปียกเกินไปหรือการทำน้ำหกลงพื้นแล้วไม่รีบเช็ดจะทำให้พื้นบวมได้ง่าย
4) พื้นไม้ลามิเนตมีสิทธิโดนปลวกแทะถ้าได้รับความชื่้นอยู่เสมอ
5)พื้นไม้ลามิเนตเหมาะสำหรับปูพื้นผิวภายในเท่านั้น ไม่สามารถใช้กับพื้นภายนอกได้เลย
6) ถ้าพื้นผิวคอนกรีตค่อนข้างไม่ได้ระดับ ไม่เรียบ ควรเลือกพื้นชนิดหนาคือ 12 มิลลิเมตร
7) ขั้นตอนการติดตั้งพื้นผิวต้องได้ระดับ พื้นไม้ลามิเนตติดตั้งง่ายและรวดเร็วก็จริง แต่การเตรียมพื้นผิวพื้นหน้างานต้องปรับให้ได้ระดับก่อนติดตั้ง โดยความแตกต่างของระดับไม่ควรเกิน 5 มิลลิเมตร ไม่เช่นนั้นพื้นจะยุบยวบได้
8) วิธีติดตั้งต้องถูกวิธีถูกขั้นตอน  เช่น การเว้นร่องรอบห้องประมาณ 1 เซนติเมตร หรือต้องสอดพื้นเข้ากับใต้วงกบไม้เพื่อไม่ให้พื้นโก่งตัวหรือยุบตัว

การตรวจรับงานจากช่างไม้ลามิเนต
การเช็คสภาพพื้นโดยทั่วไป
1) ผิวหน้าต้องไม่มีรอยขีดข่วน บิ่น หรือมีรอยฉีกขาดของผิวหน้า
2) สีพื้นไม้ลามิเนตควรเป็นโทนเดียวกัน สีไม่โดดหรือแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด
3) รอยต่อบริเวณพื้นไม้ต้องเรียบสนิท ไม่ห่างหรือเป็นรอยนูนขึ้นมา และรอยต่อระหว่างพื้นไม้ลามิเนตกับบัว ต้องเก็บซิลิโคนเรียบร้อย ไม่มีร่องห่างระหว่างพื้นและบัว
4) ระนาบพื้นไม้ลามิเนตไม่โก่ง นูน หรือลาดเอียง
5) ต้องไม่บวมน้ำหรือพองตรงจุดใดจุดหนึ่ง ให้ลองสัมผัสหรือเหยียบให้ทั่วพื้นห้อง
6)พื้นต้องไม่ยวบหรือยุบ ถ้ายวบหรือยุบเยอะแสดงว่าพื้นด้านใต้เป็นแอ่ง ควรแก้ไขด้านใต้ให้เรียบร้อยก่อน
7)ถ้าเหยียบแล้วจมลงไปมากหรือมีฝุ่นออกมาด้วยโดยเฉพาะพื้นบริเวณขอบๆ ก็ต้องให้แก้ไขให้เรียบร้อยก่อนเช่นกัน

ก่อนจะรับโอนบ้านหรือคอนโดฯ เราต้องตรวจรับงานก่อน หากเราพบสิ่งผิดปกติใดควรแจ้งช่างติดตั้งไม้ลามิเนตทราบเพื่อให้แก้ไขทันที สิ่งที่เราสามารถตรวจสอบพื้นลามิเนตได้ก็คือ ส่วนผิวด้านหน้าเท่านั้น โดยการสัมผัสไปที่พื้ไม้
คุณสมบัติของช่างไม้ลามิเนต

1)เพศชายหรือหญิง ก็ได้

2)วุฒิม.3 ขึ้นไป หากมีประสบการณ์ จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษจากบริษัท

3)ขยัน ซื่อสัตย์ อดทน สามารถทำงานเป็นทีมได้ดี

4)มีความละเอียดรอบคอบ มีความรู้ความเข้าใจในงานช่างไม้ และมีความรับผิดชอบสูง

5)พร้อมเรียนรู้ความรู้และทักษะใหม่ๆ อยู่เสมอ

6)มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี สามารถสื่อสารกับลูกค้าได้

7)มีใบอนุญาตการขับขี่มอเตอร์ไซด์หรือรถยนต์

8)ทำงานต่างจังหวัดได้

9)สามารถทำงานนอกเวลาได้

กำแพงหิมะ ดินแดนมหัศจรรย์แห่งญี่ปุ่น

เมื่อพูดถึง กำแพงหิมะ  คนที่คุ้นเคยกับประเทศญี่ปุ่นต่างก็รู้จักกันดีว่านี่แหละคือของดีของเมือง ทาเทยาม่า อันแสนโด่งดัง หลาย ๆ คนมีความฝันที่จะไปเยือนกำแพงสูงใหญ่ท่วมหัวนี้สักครั้งหนึ่งให้ได้ และของจริงก็ยิ่งใหญ่สมกับที่เป็น 1 ในสิ่งมหัศจรรย์ของญี่ปุ่นจริง ๆ

กำแพงหิมะ บนเส้นทาง ทาเทยาม่า – คุโระเบะ เป็นเส้นทางภูเขาที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ซึ่งมีระยะทาง 3,000 เมตรผ่านเทือกเขาแอลป์ของญี่ปุ่นทางตอนเหนือ นักท่องเที่ยวสามารถสนุกกับ “เส้นทางเหนือเมฆ” ของอัลไพน์ ทาเทยาม่า – คุโระเบะ ด้วยยานพาหนะหลากหลายชนิดทั้ง กระเช้าลอยฟ้า รถราง รถบัส และรถเคเบิ้ล

จุดที่สูงที่สุดของกำแพงหิมะเส้นทางนี้ ตั้งอยู่ที่บริเวณมุโระโด (Murodo) (2,450 เมตร) นักท่องเที่ยวจะสามารถมองเห็นวิวกำแพงหิมะที่ยิ่งใหญ่ ที่เรียกว่า “ยุกิ โนะ โอะทะนิ” (Yuki no Otani หรือกำแพงหิมะ) ได้ตั้งแต่วันที่ 17 เมษายน – 31 พฤษภาคม ซึ่งเป็นเวลาหลายปีที่หิมะที่ตกหนักจนทับถมกันสูง ขึ้นจนถึงประมาณ 20 เมตรวิวที่เห็นระหว่างที่รถบัสวิ่งผ่านกำแพงหิมะ จึงตื่นเต้นตระการตา คุณจะไม่เพียงสนุกสนานไปกับการชม วิวจากรถบัส แต่ยังสามารถลงจากรถและสัมผัสความสูง ตระหง่านของ “ยุกิ โนะโอะทะนิ”ได้อย่างใกล้ชิดและให้คุณสัมผัส รสชาติฤดูใบไม้ผลิอย่างเต็มที่ที่ญี่ปุ่น

นอกจากนี้ ในปีนี้ยังมีการเปิดแหล่งท่องเที่ยวใหม่ที่ชื่อว่า “Summer Snow Park” (สวนหิมะในฤดูร้อน) ในเดือนมิถุนายน ซึ่งจะเป็นทางเดินหิมะที่มีความสูง 6 เมตร และยาว 70 เมตร จะเปิดตั้งแต่วันที่ 1 – 30 มิถุนายน ในช่วงฤดูร้อนทาเทยาม่า จะเป็นสถานที่เพียงแห่งเดียว ที่นักท่องเที่ยวสามารถสนุกกับการเล่นหิมะ ไม่ว่าจะเป็นการสไลด์ หรือ แคร่เลื่อนบนหิมะ และการเล่นหิมะอื่นๆ โอบล้อมไปด้วยกำแพงหิมะโดยที่นักท่องเที่ยว สามารถสวม เสื้อผ้าในชุดปรกติได้ สัมผัสประสบการณ์ที่น่าหลงใหลของหิมะได้ที่ เส้นทางอัลไพน์ทาเทยาม่า – คุโระเบะ

การเดินทางชมกำแพงหิมะ

การเดินทางไปเยือนกำแพงหิมะในเทือกเขาทาเทยาม่า บนเส้นทางอัลไพน์ นักท่องเที่ยวสามารถผ่านมาทางจังหวัดโทยาม่า (Toyama) และเมืองชินาโนะ โอมาจิ (Shinano-Omachi) ของจังหวัดนากาโน่

การโดยสารด้วยรถไฟ

  1. จากโตเกียว (Tokyo) ไปยัง โทมาม่า (Toyama) สามารถเดินทางโดยรถไฟ JR Joetsu Shinkansen ใช้เวลาราว 75 นาที ถึงสถานี Echigo – Yuzawa แล้วเปลี่ยนรถไฟไปเป็น JR Hakutaka Limited Express มุ่งตรงสู่ โทยาม่า ใช้เวลาราว 2 ชั่วโมง
  2. จากโตเกียว (Tokyo)ไปยัง ชินาโนะ โอมาจิ (Shinano-Omachi) สามารถเดินทางออกจากสถานีชินจูกุ โดยรถไฟ Azusa Limited Express ใช้เวลาราว 2.5 ชั่วโมง ไปถึงเมืองมัตสึโมโต้ (Matsumoto) และเปลี่ยนรถไฟเป็น รถไฟ JR Oito จะใช้เวลาในการเดินทางราว 1 ชั่วโมง ถึงชินาโนะ โอมาจิ
  3. จากโอซาก้า (Osaka) หรือเกียวโต (Kyoto) ไปยัง โทมาม่า (Toyama) สามารถเดินทางโดยรถไฟ JR Thunderbird Limited Express ใช้เวลาในการเดินทางราว 3 – 4 ชั่วโมง
  4. จากโอซาก้า (Osaka) หรือเกียวโต (Kyoto) ไปยัง ชินาโนะ โอมาจิ (Shinano-Omachi) สามารถเดินทางโดยรถไฟ JR Tokaido Shinkansen เดินทางราว 1 ชั่วโมงถึงเมืองนาโงย่า (Nagoya) และเปลี่ยนรถไฟเป็น JR Oito เดินทางต่อไปอีกราว 1 ชั่วโมง ถึงชินาโนะ โอมาจิ

นี่เป็นช่วงเวลาแห่งฤดูกาลท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติของกำแพงหิมะที่ดีที่สุดที่ไม่ควรพลาด ในเส้นทางแอลป์ทาเทยาม่า-คุโระเบะมีลักษณะพิเศษ คือความโดดเด่นและเป็นที่หนึ่งอย่างชัดเจนเรื่องทัศนียภาพที่เปลี่ยนแปลงไปตามระดับความสูง ธรรมชาติที่ทาเตยามะ-คุโรเบะแห่งนี้จึงเป็นที่ที่คุณต้องมาเยี่ยมและไม่ควรพลาดชมแม้แต่นาทีเดียว

เที่ยวญี่ปุ่นทั้งทีเรามาขับรถเที่ยวญี่ปุ่นกันดีกว่า….!!!

การขับรถเที่ยวญี่ปุ่นแม้ว่าญี่ปุ่นจะเป็นประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องระบบคมนาคมที่ทันสมัยและไปทั่วถึง แต่บางครั้งหากนักท่องเที่ยวอย่างเราวางแผนไปเที่ยวในจุดที่ไกลจากตัวเมือง การ ขับรถเที่ยวญี่ปุ่น ก็เป็นอีกตัวเลือกนึงที่น่าสนใจ ที่จะทำให้เราได้ท่องเที่ยวไปได้ตามใจ ยิ่งถ้าไปเที่ยวกันเป็นกลุ่มใหญ่ยิ่งคุ้มค่า

ถึงแม้ญี่ปุ่นจะเป็นประเทศที่เจริญแล้ว ขนส่งมวลชนเข้าถึงแทบทุกที่ แต่การไปเที่ยวก็มักจะเจอปัญหาเรื่องข้อจำกัดของเวลา และวันหยุดอันแสนสั้น ตัวเลือกที่จะทำให้เราจัดการกับเวลาได้ยืดหยุ่นที่สุดก็คือการขับรถเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเอง ไม่ต้องรอชินคันเซ็น ไม่ต้องง้อรถไฟ นึกจะไปก็ไป ไปตอนไหนก็ได้มีรถแล้ว ส่วนใครที่ยังไม่รู้ว่าจะเช่ายังไง เริ่มต้นที่ไหน ไปได้ไกลแค่ไหน เชิญรับชมเส้นทางสุดพิเศษและสถานที่ไฮไลต์จากเราได้เลย มาดูกันดีกว่าว่าการขับรถในญี่ปุ่นนั้นมีกฏกติกา และเงื่อนไขใดบ้าง

วิธีของรถเช่าที่ญี่ปุ่น

แน่นอนหนทางที่ดีที่สุดคือการจองรถเช่าที่ญี่ปุ่น ก่อนการเดินทาง  ปัจจุบันด้วยเทคโนโลยีการสื่อสารทำให้ง่ายขึ้นในการจองรถเช่าไว้ล่วงหน้าก่อนการเดินทางได้

ตามธรรมเนียมการจองบริการต่างๆ ที่ญี่ปุ่น คุณสามารถจองรถเช่า/ได้ก่อน 4 เดือนและสามารถยกเลิกได้ก่อน 7 วัน โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ กรณีที่ยกเลิกก่อนวันรับรถ 3-5 วัน ผู้จองอาจจะมีค่าปรับในการยกเลิกจอง ตรงนี้สมควรจะต้องศึกษารายละเอียดให้ถี่ถ้วนจากผู้ให้บริการแต่ละราย

ทีนี้คุณๆ อาจจะถามผมว่า แล้วจะเช่ารถกับใคร …?

ตามปกติแล้วเราน่าจะคุ้นเคยกับเว็บเช่ารถระดับโลก พวก  AVIS, Heartz  อะไรพวกนี้ที่มีสาขาในไทย พวกเขาก็มีสาขาที่ประเทศญี่ปุ่นด้วยเช่นกันครับ แต่ผมอยากแนะนำว่า ให้เช่าโดยตรงกับบริษัทเช่ารถญี่ปุ่นดีกว่า ซึ่งบริษัทให้บริการเช่ารถที่ญี่ปุ่น มี 2 กลุ่มใหญ่ครับ คือ

1.บริษัทเช่ารถ ที่มาจากบริษัทรถยนต์ นึกไม่ออกก็คิดง่ายๆว่า เหมือน โตโยต้า – ฮอนด้า เอารถใหม่มาให้เช่าขับกันเลย รายใหญ่ในกลุ่มนี้จะเป็น   Nissan  และ  Toyota   มีรถให้เลือกทุกแบบตั้งแต่รถขนาดเล็ก 660 ซีซี หรือที่เรียกว่า   Kei Car   ไปจนถึงรถสปอร์ต ถ้ามีงบมากพออยากจะลองตามฝันดูก็เพียงเตรียมงบให้พร้อมแล้วไปลุยกันเลย

2.กลุ่มบริษัทเช่ารถอิสระ บริษัทเช่ารถอิสระพวกนี้เป็นกลุ่มที่หลายคนค่อนข้างนิยม เนื่องจากมีสาขามากมายหลายแห่ง และบางสาขาเปิดบริการตลอดคืนด้วยครับ บริษัทรถเช่าที่นิยม มี 2 เจ้าสำคัญ คือ  Nippon Car Rent  และ  Times Car Rent  พวกเขามีรถเช่าหลายประเภท แต่ไม่รวมถึงรถสปอร์ต

รวมถึงรถเช่ายังเป็นแนวสุ่มคละรุ่น คละยี่ห้อ แต่เป็นรถประเภทเดียวกัน ดังนั้นอย่าแปลกใจครับ ถ้าคุณเลือกรถเช่าในเน็ทแล้ววันไปถึงที่ญี่ปุ่นรับรถจริง อาจเป็นคนละรุ่นกันเลยกับที่บริษัทบอก พวกเขาแค่ให้คุณจองประเภทรถเท่านั้น ไม่ได้ล็อครุ่นและยี่ห้อไว้ให้คุณ และที่ขาดไม่ได้เลยในการขับรถเที่ยวญี่ปุ่นนั้นก็คือ กฎจราจร และมารยาทในการขับขี่ โดยกฏจราจรและมารยาทในการขับขี่ที่ควรรู้นั้นมีดังนี้

กฏจราจรและมารยาทเบื้องต้น

1.รถในญี่ปุ่นจะมีพวงมาลัยอยู่ด้านขวา

2.คาดเข็มขัดนิรภัยทุกครั้ง

3.ประเทศญี่ปุ่นขับรถช่องเลนซ้ายเป็นพื้นฐาน

4.รถที่จะเลี้ยวขวาต้องรอก่อน ให้รถทางตรงหรือรถเลี้ยวซ้ายไปให้หมดก่อน

5.ที่ญี่ปุ่นไม่มีเลี้ยวซ้ายผ่านตลอด ต้องรอสัญญาณไฟเว้นแต่จะมีป้ายบอก

6.ปฏิบัติตามสัญญาณไฟจราจรและป้ายจราจรอย่างเคร่งคัด

7.ระวังเรื่องอัตราความเร็วของรถยนต์ ตามที่กฎหมายกำหนด

8.ระวังในพื้นที่ห้ามแซง

9.หยุดรถให้สนิท ที่ป้ายสัญญาณหยุดรถ และ ที่ด้านหน้าทางข้ามรถไฟ

10.ที่ญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับคนเดินเท้ามาเป็นอันดับแรก ถ้าเห็นคนจะข้ามถนนที่ทางม้าลาย ต้องหยุดรถให้คนข้ามก่อนไม่ว่าจะมีไฟแดงหรือไม่ ถ้าคนเดินเท้าได้รับอันตราย ผู้ขับขี่จะมีความผิดอย่างเลี่ยงไม่ได้

11.ห้ามดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ขณะขับรถยนต์

12.ขอเตือนว่าค่าปรับจราจรที่ญี่ปุ่นโหดมาก หากฝ่าฝืนจอดรถในที่ห้ามจอด รถของคุณอาจอัตรธานไปอยู่ที่โรงพัก และต้องเสียค่าปรับมากถึง 15,000 บาททีเดียว

มาถึงตรงนี้เชื่อว่าหลายคนน่าจะพอได้ข้อมูลกับการขับรถเที่ยวญี่ปุ่นมากขึ้น สำหรับใครที่ยังไม่เคยลองขับรถเที่ยวที่ประเทศญี่ปุ่น แนะนำว่าสมควรไปลองสักครั้ง การไปเที่ยวที่ประเทศญี่ปุ่นด้วยการขับรถ นอกจากจะพาไปยังที่ใหม่ๆ ที่ไม่เคยไปแล้ว ยังได้ประสบการณ์ที่แตกต่างด้วย

ชินคันเซ็น (ญี่ปุ่น: 新幹線 shinkansen, แปล: สายทางไกลสายใหม่)

ชินคันเซ็น (ญี่ปุ่น: 新幹線 shinkansen, แปล: สายทางไกลสายใหม่) เป็นชื่อเรียกเครือข่ายรถไฟความเร็วสูงในประเทศญี่ปุ่นซึ่งดำเนินงานโดย 4 กลุ่มบริษัทรถไฟญี่ปุ่น สายแรกที่เปิดใช้งานคือ โทไกโดชินคันเซ็น (515.4 กม.) ในปี ค.ศ. 1964 จากนั้นเป็นต้นมา เครือข่ายรถไฟความเร็วสูงชินคันเซ็นก็ได้ถูกขยายออกไปทั่วประเทศ ด้วยระยะทางรวมกว่า 2,765 กม. และวิ่งด้วยความเร็ว 240–320 กม./ชั่วโมง นอกจากนี้ ยังมีสาย มินิชินคันเซ็นสั้น ๆ ความยาว 10.3 กม. ที่วิ่งด้วยความเร็ว 130 กม./ชั่วโมง

ประเทศญี่ปุ่นนั้นเป็นประเทศแรกที่ริเริ่มคิดค้นรถไฟความเร็วสูง เนื่องจากภูมิประเทศที่เป็นภูเขาเกือบทั้งประเทศ กับรางรถไฟใหญ่ขนาด 3 ฟุต 6 นิ้ว (1,067มิลิเมตร) ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้เส้นทางที่อ้อมกับรถไฟความเร็วสูง เพราะฉะนั้นประเทศญี่ปุ่นนั้นจึงมีความจำเป็นมากขึ้น ในการใช้รถไฟความเร็วสูงนี้ ในทางตรงข้ามกับรางเก่า รถไฟชินคันเซ็นนั้นมีกฎเกณฑ์มาตรฐาน และผ่านอุโมงค์มากกว่า

รถไฟชินคันเซ็นให้บริการแก่ผู้โดยสารด้วยความเร็วสูงสุด 320 กม./ชั่วโมง แม้ว่าจะสามารถทำความเร็วได้สูงสุดถึง 443 กม./ชั่วโมงในการทดสอบเมื่อปี ค.ศ. 1996 และรถไฟชินคันเซ็นยังทำลายสถิติรถไฟที่วิ่งเร็วที่สุดในโลกด้วยความเร็วถึง 603 กม./ชั่วโมง ในการทดสอบขบวนแม็กเลฟ เมื่อเดือนเมษายน ค.ศ. 2015

ซึ่งนอกจากเรื่องความเร็วที่เป็นที่กล่าวขานไปทั่วโลกแล้ว ชินคันเซ็นยังขึ้นชื่อในเรื่องความปลอดภัยอีกด้วย เพราะตลอดระยะเวลาที่เปิดให้บริการมายังไม่เคยมีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์รถไฟตกรางหรือชนกันมาก่อน ทั้งยังถึงจุดหมายตรงเวลาแบบสุด ๆ แต่ด้วยเหตุสุดวิสัยบางอย่างอาจทำให้ล่าช้าไปบ้าง แต่ค่าเฉลี่ยของความล่าช้านั้นไม่ถึง 1 นาทีด้วยซ้ำไป

ปัจจุบันรถไฟชินคันเซ็นเปิดให้บริการหลายเส้นทาง และมีอยู่หลายขบวนแตกต่างกันตามแต่ JR ของแต่ละภูมิภาค ทำให้กลายเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของชินคันเซ็นที่เมื่อเราไปเที่ยวที่ใดก็จะได้นั่งขบวนรถไฟชินคันเซ็นที่ไม่เหมือนกัน ซึ่งเส้นทางยอดฮิตสำหรับนักท่องเที่ยวในแต่ละภูมิภาคนั้น ชินคันเซ็นก็เข้าถึงเรียบร้อยแล้ว เราจะได้เดินทางข้ามเมืองกันได้อย่างสนุกสนาน

จุดเด่นของชินคันเซนไม่ได้มีแค่ความเร็วเท่านั้นแต่ความสะดวกสบายนี่ก็เยี่ยมยอด ความหรูหราจะแบ่งตามคลาสที่นั่งกันไป ความสะอาดก็เลื่องชื่อมีการส่งเจ้าหน้าที่มาทำความสะอาดอยู่ตลอดๆ ความปลอดภัยยิ่งหายห่วงไม่เคยมีกระทั่งรถไฟตกรางหรือรถไฟชนกันเลย ซึ่งรถไฟชินคันเซนเนี่ยจะแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลักๆต่างกันตรงการแวะจอดตามสถานีต่างๆ มีรายละเอียดดังนี้

โนโซมิ (Nozomi) : จะจอดเฉพาะสถานีหลักๆเท่านั้น อย่างเช่น Shinagawa, Shin-Yokohama, Nagoya, Kyoto และ Shin-Osaka เป็นต้น

ฮิคาริ (Hikari) : จะจอดในสถานีหลักเหมือนกับโซมิ แต่มีเพิ่มเติมกับสถานีย่อยอีกหลายแห่ง

โคดามะ (Kodama) : จะทำการจอดในทุกๆสถานีตลอดเส้นทาง อย่างต้นทางโตเกียวปลายทางโอซาก้าก็แวะจอดทั้งหมดประมาณ 16 สถานี

รถไฟชินคันเซ็นเป็นอีกทางเลือกสำหรับการเดินทางท่องเที่ยวในญี่ปุ่น ใช้เวลาเดินทางไม่นาน ที่นั่งก็สะอาดสอ้านและนั่งสบาย หากต้องการเดินทางไกลอย่างสะดวกสบายหรืออยากเดินทางท่องเที่ยวในประเทศญี่ปุ่น ทุกคนย่อมนึกถึงรถไฟชินคันเซ็น หากใช้บริการรถไฟชินคันเซ็นก็จะสามารถเดินทางได้อย่างสะดวกสบายด้วยที่นั่งสะอาดเอี่ยม การให้บริการก็ครอบคลุมพื้นที่สำคัญๆ ไม่ว่าจะเป็นโตเกียว โอซาก้า เกียวโต โทโฮคุ และคิวชู

ประเภทของที่นั่งก็จะเป็นเป็นตัวแบ่งระดับความหรูหราของที่นั่งตามราคาที่เราต้องจ่าย ซึ่งมีทั้งหมด 4 แบบ มีรายละเอียดดังนี้

ที่นั่งแบบไม่ได้สำรองล่วงหน้า (Unreserved Seat) : เป็นที่นั่งที่ไม่ได้ทำการจองก่อนขึ้น เจอที่ไหนว่างก็สามารถนั่งได้เลย จะมีข้อเสียตรงถ้ามีช่วงนั้นคนเยอะๆอาจไม่มีที่นั่งเอาได้ง่ายๆ หรือถ้ามากันหลายๆคนอาจจะต้องนั่งแยกกันไปตามดวง แต่ข้อดีก็ถือราคาที่ถูกที่สุดในสามประเภทนี้ และก็มีความสะดวกสบายขั้นมาตรฐานครบครัน

ที่แบบต้องสำรองที่นั่งล่วงหน้า (Reserved Seat) : ใครที่ต้องการความชัวร์ว่าจะมีที่นั่งแน่ๆควรเลือกอันนี้ เพราะจองปุ๊บจะมีเลขที่นั่งให้เรียบร้อยไม่ต้องคอยลุ้นในขบวนเวลาขึ้น ราคาก็จะสูงขึ้นมากว่าที่นั่งแบบไม่ได้สำรองล่วงหน้า (Unreserved Seat) แต่มีราคาขึ้นอยู่กับซีซั่นด้วยหากไฮท์ซีซั่นนี่จะแพงกว่าโลว์ซีซั่นอยู่พอสมควร ปกติแล้วจะแตกต่างกันประมาณ 500 เยนได้

ที่นั่งชั้นพิเศษ (Green Car seats) : ถ้าเปรียบเทียบกับเครื่องบินก็จะประมาณชั้น business ที่หรูพอตัว ความกว้างจะมากขึ้นกว่าอีกสองอันที่ผ่านมา ปรับเอนนอนได้ มีบริการเครื่องดื่มและผ้าเย็น (หรือร้อนตามฤดูกาล) เหมาะกับปลายทางนานๆอยากนอนสบายๆ แต่ต้องทำใจกับราคาที่สูงพอตัวต่างกับอีกสองที่นั่งประมาณ 5,000 – 6,000 เยน

ที่นั่งชั้นเฟิร์สคลาส (Gran Class) : อยากสัมผัสความหรูระดับเฟิร์สคลาสนี่ไม่ใช่ทุกขบวนจะมีต้องเช็กดีๆ หลักแล้วๆจะมีที่สายไปภูมิภาคโทโฮคุ แน่นอนว่าที่นั่งนี่นั่งสบายสุดๆ หรูหราไม่แพ้เครื่องบินก็ว่าได้ ปรับเอนนอนสบาย พร้อมบริการเสริมพิเศษอีกเพียบไม่ว่าจะเป็น ผ้าห่ม ผ้าปิดตา บริการน้ำดื่ม สาเก และอาหารกล่องเบนโต เรียกได้ว่าบริการและความหรูจัดเต็ม ราคาก็ไม่ห่างจากที่นั่งชั้นพิเศษ (Green Car seats)มาก ถ้ามีแล้วต้องลองสัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษนี้ก็ควรลองซักครั้ง

วิธีการขึ้นรถไฟโดยใช้บัตร JAPAN RAIL PASS ในราคาถูก

JAPAN RAIL PASS เป็นบัตรฟรีพาสสำหรับขึ้นรถไฟทั่วญี่ปุ่นแบบไม่จำกัดจำนวนครั้ง สำหรับชาวต่างชาติที่เดินทางมาเที่ยวญี่ปุ่นในระยะสั้น

การใช้บัตร JAPAN RAIL PASS จำเป็นต้องบรรลุเงื่อนไขดังต่อไปนี้

・ต้องเป็นผู้ที่เดินทางมาเที่ยวญี่ปุ่นโดยมีจุดประสงค์เพื่อการท่องเที่ยวมากกว่า 15 วันขึ้นไป แต่ไม่เกิน 90 วัน

・เมื่อเดินทางมาถึงญี่ปุ่นแล้วจะต้องได้รับตราประทับรับรองการเข้าประเทศบนพาสปอร์ตแบบพำนักระยะสั้น (ในกรณีที่ผ่านด่านตรวจอัตโนมัติไม่สามารถใช้ได้)

นอกจากนี้ การใช้บัตร JAPAN RAIL PASS ในญี่ปุ่นจำเป็นต้องซื้อล่วงหน้าก่อนวันเดินทางผ่านบริษัททัวร์ JTB, Nippon Travel Agency, Kinki Nippon Tourist, Tobu Top Tours, Japan Airlines 1, All Nippon Airways 2, JALpak หรือร้านค้าตัวแทนที่รองรับ

เนื่องจาก เราไม่สามารถซื้อหลังวันที่เดินทางมาถึงญี่ปุ่นแล้วได้ ยังไงก็ระวังกันให้ดีด้วย เมื่อได้รับตราประทับรับรองการเข้าประเทศแบบพำนักระยะสั้นแล้วก็สามารถนำใบเสร็จไปแลกเป็นบัตรฟรีพาสที่สถานีรถไฟ JR ได้เลย